เริ่มออกเดินทางแล้ว
(ขอแทนตัวเองด้วยชื่อเล่น พี )
นี่เป็นครั้งที่ 2 ในรอบเดือนที่ได้เดินทางไป เริ่มจากที่พักก้อต้องเตรียมตัวเก็บเสื้่อผ้า ของใช้ส่วนตัว
ให้พร้อม ขอย้ำน๊ะครับให้พร้อม เพราะว่าระยะทางเกือบ 100 โล แต่ใช้เวลาในการเดินทาง ไม่น้อย
กว่า 10 ชั่วโมงแต่อาจมีเพิ่มเวลา ถ้่าหากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น น้ำป่า ติดหล่ม รถเสีย
พอถึงเวลาบ่ายโมง เริ่มออกเดินทาง
อ้อ! ลืมบอกรถที่ไปนั้นเป็นรถบรรทุกสิบล้อน๊ะ ก้อรถในบริษัทนี่เเหละ วันนี้รถออกพร้อมกัน 5คัน
ในการนี้่เราต้องไปเสียค่าธรรมเนียมในการเข้าไปในเขตอนุรักษ์ฯสาละวิน พอเริ่มออกจากด่านอนุรักษ์
ไปประมาณ 5 กิโลเมตร ก้อเริ่มเข้าสู่เส้นทางลูกรัง
พี : พี่ครับวันนี้รถพี่พร้อมน๊ะครับ เปลี่ยนยางเปลี่ยนอะไหล่ใหม่หมดแล้วน๊ะ
คนขับรถ : ครับ เปลี่ยนหมดแล้วครับ"
คิดในใจ" เฮ้อโล่งใจ
แต่พอวิ่งไปไม่นานไม่ถึงกิโล เสียง ตูม! สนั่นหวั่นไหว
พี : ไหนว่าพร้อม
คนขับรถ : แหะๆๆ
จากนั้นต้องลงจากรถ รอเด็กท้ายรถมาเปลี่ยนยางดีน๊ะรอบนี้ให้เด็๋กท้ายรถมา 3 คน ใช้เวลาเปลี่ยนยาง
ประมาณ ชั่วโมง ก้อเสร็จ นี้ระยะทางที่วิ่งมาถึงที่ยางรถระเบิดวิ่งมา ไม่ถึง 20 กิโล ใช้เวลาไปชั่ว
โมงครึ่ง นี้มันบ่ายสองโมงครึ่งแล้วเหรอ จากนี้ไปประมาณ 80 กิโล ไม่รู้คันอื่นจะเกิดอะไรขึ้นอีก
หลังจากที่พร้อมแล้ว ก็ สั่งให้ออกเดินทางได้ (ลืมบอกผมเป็นผู้จัดการสำนักงานครับมีธุระที่จะ
ต้องไปตรวจสอบที่ชายแดนไทยพม่า) พอออกเดินทางไปประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ถึงด่านตรวจของตำรวจ
นำเอกสารของศุลกากรที่ออกใบขนสินค้าไปให้คุณตำรวจดู กว่าจะมาพร้อมกันใช้เวลาไปหลายสิบนาที และ
ต้องให้คนรถเด็กท้ายรถตรวจสภาพรถ สภาพยาง นี่มันเป็นเวลา บ่ายสามโมงกว่าแล้ว
หลังจากที่พร้อมกันแล้ว ก้อให้ออกเดินทาง
พอรถวิ่งไปสักพัก ตูม! ไม่ต้องบอกน๊ะครับว่าเกิดอะไรขึ้น รถคันหลังที่ตามมาติดๆๆ ยางระเบิด นี้เป็น
เส้นที่สองในรอบเดินทางนี้ เปลี่ยนยางรถเสร็จสี่โมงเย็นนิดหน่อย
จากการที่รอ ก้อเิดินดูป่ารอบๆๆๆ ป่าไม้ที่นี่ยังสมบูรณ์ สัตว์ป่ายังคงมีอยู่ และที่นี่มีดอกบัวตองด้วยครับมีเป็นหย่อมๆๆ ไม่มาก เพราะในนี้เป็นดอยสูงแล้ว

พอเสร็จก้อ ออกเดินทาง นั่งอยู่บนรถมองดูทิวทัศน์สวยงามดี พี่ดูนั่น?
ผมเห็นกวางครับ มันขึ้นมากินลูกมะกอกป่า ตัวใหญ่พอๆๆกับลูกวัว เขายาว เป็นตัวผู้ครับ เสียดาย
ที่ไม่ได้ถ่ายรูป พอมันได้สินเสียงก็วิ่งหายเข้าไปในป่า ในป่านี่ใครที่คิดจะถ่ายรูป ก็คงต้องเตรียมตัว
ไว้ตลอดเวลา เพราะว่าในป่าอะไรจะเกิดขึ้นเราไม่มีทางรู้ล่วงหน้าครับ หลังจากนั้นไม่นาน ก็เดินผ่านหมู่บ้านโพซอ แต่กว่าจะผ่านหมู่บ้านนี้ไปได้ ก้อแทบล้า เพราะในระหว่างทางรถที่ไปด้วยติดหล่ม พระเจ้า!
รถติดหล่มทั้งสองด้าน วิ่งอยู่ดีๆๆ ล้อหน้าผลุบหายไปในหลุมโคลน ทำไงดีหว่า เราเป็นคันแรกในการ
เดินทางเสียด้วย นำหน้่าคันแรกว่างั้นเหอะ
พี : เอาไงพี่?
คนขับรถ : เดี๋ยวผมจะลองถอยหลังดูก่อนครับ
พี : เอางั้นเลยหรือ
ผลปรากฏว่า ไม่ขึ้น ล้อหน้าหายไปครึ่งหนึ่ง ข้างๆๆ ก็ลงไม่ได้มีแต่โคลน แต่จำเป็นต้องหาทางลงละครับงานนี้ พอเปิดประตูหย่อนเท้่าลงไปเหยียบเต็มๆๆ ขาหายลงไปในโคลนเกือบถึงหน้าขา ไม่น่าเลยเรา
เลอะโคลนหมด จากนั้นก็เดินไปด้านหลังรถ รอครับ รออย่างเดียวไม่มีอะไรดีไปกว่าการรอ เพราะว่าต้องรอรถอีกคันมาลาก เหลือบไปเห็นลำห้วยเล็กๆๆ อยู่ข้างทาง ก้อเลยไปล้างโคลนออก ยังดีน๊ะที่มีน้ำให้ล้าง
แต่ถ้าไม่มีคงเหมือนควายเกลือกโคลนกันทั้งสองคน
พอล้างโคลนเสร็จก้อเดินสำรวจป่าข้างทาง พบดอกเอื้องดินออกดอกอยู่ข้างริมน้ำ และ ต้นมะขามเทศ ออกลูกเต็มต้น เสร็จพีล๊ะครานี้ เจ้ามะขามเทศเอ๋ย จัดการเก็บซะเลย ที่นี่มะขามเทศเยอะมาก รสซาด เปรี้ยว ฝาด แต่เวลาเราดื่มน้ำตามลงไป น้ำจะมีรสชาดหวานขึ้นมาทันที คราวหน้าจะถ่ายรูปต้นมะขามเทศมาให้ดู จากการที่รอประมาร 10 นาที รถคันที่สองก็มาถึง แต่กว่าจะออกจากโคลนได้ ต้องใช้เวลานานเหมือนกัน ประมาณคร่าวๆๆ 10 นาทีมั้ง พอดึงรถขึ้นมาได้ทีนี้ก็ต้องถึงเวลาเป็นกรรมกร ละทีนี้ ขนหินเล็กหินน้อยหินใหญ่แล้วแต่กำลังครับ เอาถมหลุมนั้นให้เต็ม ถ้าไม่ถมก็ไม่ต้องไป
และคงต้องกินข้าวกลางป่าแน่ๆๆ เพราะจุดมุ่งหมาย คือบ้านเสาหินครับอยู่ติดชายแดนไทย-พม่า พอเสร็จจากการถมหลุมแล้ว ก็เดินทาง เหลือบดูเวลา 18.00แล้วเหรอนี่ และมันยังไม่ถึงครึ่งของการเดินทางเลย
จากนั้นขบวนรถขนสินค้าก้อออกเดินทาง มาถึงอีกหมู่บ้านหนึ่ง ชื่อว่าหมู่บ้านแม่เจ เกือบจะ 2 ทุ่ม หาข้าวหาปลากิน ใครห่ออะไรมาก็เอากินร่วมกัน อาหารยอดฮิต ปลากระป๋อง แกงกระป๋อง มาม่า แคบหมู น้ำพริกตาแดง ปลาเค็ม ปลาทูเค็ม อะไรพวกนี้ที่ไม่บูดเน่าง่าย ประมาณ 10 นาที ก็เรียบร้อย
เดินทางต่อแต่ว่า มันคงไม่ถึงที่หมายแน่ๆๆ คงต้องนอนที่ด่านป่าไม้่ อีกด่าน เพราะเขากำหนดให้ผ่านได้ไม่เกิน 2 ทุ่ม นี่มันเกือบ 2 ทุ่มแล้ว ยังอยู่ที่บ้านแม่เจ จากที่ขบวนได้เดินทางออกจากบ้านแม่เจ
มาสักระยะหนึ่ง ก็ถึงที่ต้องออกแรงอีกแล้ว เค้าเรียกว่า ตลิ่งป่าหมาก ที่นี่เคยเป็นหนองน้ำเก่า และมีการตััดเส้นทางผ่านเส้นนี้ และตลิ่งนี้คงเป็นตลิ่งปราบเซียนละครับ เพราะว่าถ้าหากฝีมือไม่ดีรับรอง ติดหล่มแน่
พอถึงที่ตลิ่งหัวหน้าคนขับรถ ตาสูน ก็ลงไปดู
พี : เป็นไงครับลุง
ตาสูน : คงไปไม่ได้ครับ หลุมลึกเหลือเกิน
เอ้าเร็วๆๆ มาขนหินมาใส่หลุมหน่อย ตาสูนเรียกเด็กท้ายรถ และ คนขับรถคนอื่น เหนื่อยอีกแล้วครับ
งานนี้
พอถึงเวลา ให้อีกคันหนึ่งนำขบวนไปก่อน รถคันนี้ดัีดแปลง ใส่วินและเพลาหน้า รวมแล้วคันนี้มี สามเพลาครับ คือมี เพลาหน้า เพลากลาง เพลาหลัง คันนี้เค้าเป็นพระเอกในหน้าฝน ผมเรียกคันนี้ว่าไอ้หัวเขียว
พอไอ้หัวเขึยวผ่านขึ้นไปได้ ก็ต้องหยุดรอเพื่อดึงอีกคันให้ขึ้นมาบนตลิ่ง อยู่แทนที่ ไอ้หัวเขียว ทำอย่างนี้ จนรถขึ้นมาครบ ทั้งห้าคัน กินเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ในขณะนี้คงเป็นเวลา สามทุ่มแล้วมั้งครับ เป็นอันว่าคืนนี้คงต้องนอนกลางป่าแน่นอน และที่กลางป่านี้่มีอะไรลึกลับอยู่เสมอครับ
โอกาสหน้าจะมาเล่าให้่ฟังน๊ะครับ


























เปียงหลวง เมืองหลวงแห่งวัฒนธรรมไทยใหญ่
น่า เสียดายอย่างมากที่ฉันไม่มีโอกาสร่วมงานนี้ตั้งแต่วันแรก เนื่องจากติดภารกิจการงาน ฉันจึงเพิ่งไปถึงเชียงใหม่ได้ในบ่ายวันที่ 24 เมษายน มี "หนุ่ม" ญาติของนวลพาเดินทางต่อไปยังเปียงหลวง ระหว่างทางก็ได้ทราบความเป็นมาของประเพณีปอยส่างลองจากหนุ่ม หนุ่มเป็นคนไทยใหญ่ของแท้คนหนึ่งที่มีโอกาสไปสร้างหลักปักฐานที่กรุงเทพ เขาพูดภาษาไทยได้ชัดเจนกว่าไทยใหญ่คนอื่นที่ฉันเคยรู้จัก หนุ่มเล่าว่าในวัยเด็กหนุ่มก็เคยเป็น "ส่างลอง" ที่วัดเปียงหลวงเหมือนกันกับเด็กชาย ชาวไทยใหญ่คนอื่นๆที่อยู่ที่นี่
ใน วันเวลาของวัยเด็ก พวกเรามักจะถูกใช้ให้ทำโน่นทำนี่ตามคำสั่งของผู้ใหญ่ ทั้งที่เราอยากวิ่งเล่นกับเพื่อนใจจะขาด หรือบางทีก็อยากได้โน่นได้นี่ตามประสาเด็ก แต่พ่อแม่ก็ไม่ให้เราสักที ประเพณีปอยส่างลองคงเข้าใจความรู้สึกของเด็กๆ ดี ในขณะที่จะส่งเด็กเข้าไปอยู่ในวัตรปฏิบัติอันเคร่งครัดของการเป็นสามเณร จึงต้องมีการ "แลกเปลี่ยน" ก่อนที่จะเปลี่ยนสภาวะชีวิตนี้ไว้ด้วย โดยก่อนหน้าพิธีอุปสมบท ก็ได้มีพิธีกรรมของการเปลี่ยนสภาวะจากเด็กธรรมดาไปเป็นเจ้าชาย เพื่อจะกลายเป็นส่างลองอย่างสมบูรณ์ ในวาระนั้นเด็กๆ ไม่ต้องถูกเรียกใช้ ไม้ต้องสัมผัสพื้นดิน ไปไหนมาไหนก็มีคนให้ขี่คอ อยากได้อะไรถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงพ่อแม่ก็จะจัดให้ ทำให้ฉันได้เห็นรถวิทยุบังคับวิ่งเพ่นพ่านอยู่สองสามคันในช่วงงานพิธี
ใน วันที่แดดร้อนเปรี้ยงปร้าง ไอร้อนจากเปลวแดดแผดเผายางมะตอยบนถนนจนแทบจะหลอมละลาย ทำเอารองเท้าของฉันติดหนึบกับยางมะตอยเหนียวหนืดทุกครั้งที่ก้าวเดิน รถราวิ่งผ่านหน้าฉันไปมา คนที่นั่งอยู่ในรถคงไม่รู้หรอกว่า อากาศข้างนอกนั้นร้อนอบอ้าวเพียงไร พวกเขายิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างมีความสุข ในเวลานี้ คงจะมีแต่ฉันคนเดียวที่ไม่มีอารมณ์จะยิ้มเหมือนพวกคนที่อยู่ในรถที่กำลัง แล่นผ่านฉันไปอย่างช้า ๆ

