การเดินทางของนายนักเที่ยว (บะแขว่น)

เริ่มออกเดินทางแล้ว

จากการที่ห่างหายไปนาน วันนี้มีโอกาสมาเล่าเรื่องที่เดินทางไปถึงชายแดนไทย-พม่า มาเมื่อไม่นานนี้
(ขอแทนตัวเองด้วยชื่อเล่น พี )

นี่เป็นครั้งที่ 2 ในรอบเดือนที่ได้เดินทางไป  เริ่มจากที่พักก้อต้องเตรียมตัวเก็บเสื้่อผ้า ของใช้ส่วนตัว
ให้พร้อม ขอย้ำน๊ะครับให้พร้อม เพราะว่าระยะทางเกือบ 100 โล แต่ใช้เวลาในการเดินทาง ไม่น้อย
กว่า 10 ชั่วโมงแต่อาจมีเพิ่มเวลา ถ้่าหากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น น้ำป่า ติดหล่ม รถเสีย

พอถึงเวลาบ่ายโมง เริ่มออกเดินทาง
  
อ้อ! ลืมบอกรถที่ไปนั้นเป็นรถบรรทุกสิบล้อน๊ะ ก้อรถในบริษัทนี่เเหละ วันนี้รถออกพร้อมกัน 5คัน
ในการนี้่เราต้องไปเสียค่าธรรมเนียมในการเข้าไปในเขตอนุรักษ์ฯสาละวิน พอเริ่มออกจากด่านอนุรักษ์
ไปประมาณ 5 กิโลเมตร ก้อเริ่มเข้าสู่เส้นทางลูกรัง
 

พี     : พี่ครับวันนี้รถพี่พร้อมน๊ะครับ เปลี่ยนยางเปลี่ยนอะไหล่ใหม่หมดแล้วน๊ะ

คนขับรถ  : ครับ เปลี่ยนหมดแล้วครับ"

คิดในใจ" เฮ้อโล่งใจ 

    แต่พอวิ่งไปไม่นานไม่ถึงกิโล เสียง ตูม! สนั่นหวั่นไหว

พี     : ไหนว่าพร้อม

คนขับรถ  : แหะๆๆ

จากนั้นต้องลงจากรถ รอเด็กท้ายรถมาเปลี่ยนยางดีน๊ะรอบนี้ให้เด็๋กท้ายรถมา 3 คน ใช้เวลาเปลี่ยนยาง
ประมาณ ชั่วโมง ก้อเสร็จ  นี้ระยะทางที่วิ่งมาถึงที่ยางรถระเบิดวิ่งมา ไม่ถึง 20 กิโล ใช้เวลาไปชั่ว
โมงครึ่ง นี้มันบ่ายสองโมงครึ่งแล้วเหรอ จากนี้ไปประมาณ 80 กิโล ไม่รู้คันอื่นจะเกิดอะไรขึ้นอีก

   หลังจากที่พร้อมแล้ว ก็ สั่งให้ออกเดินทางได้ (ลืมบอกผมเป็นผู้จัดการสำนักงานครับมีธุระที่จะ
ต้องไปตรวจสอบที่ชายแดนไทยพม่า) พอออกเดินทางไปประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ถึงด่านตรวจของตำรวจ
นำเอกสารของศุลกากรที่ออกใบขนสินค้าไปให้คุณตำรวจดู กว่าจะมาพร้อมกันใช้เวลาไปหลายสิบนาที และ
ต้องให้คนรถเด็กท้ายรถตรวจสภาพรถ สภาพยาง นี่มันเป็นเวลา บ่ายสามโมงกว่าแล้ว

  หลังจากที่พร้อมกันแล้ว ก้อให้ออกเดินทาง

พอรถวิ่งไปสักพัก ตูม! ไม่ต้องบอกน๊ะครับว่าเกิดอะไรขึ้น  รถคันหลังที่ตามมาติดๆๆ ยางระเบิด นี้เป็น
เส้นที่สองในรอบเดินทางนี้ เปลี่ยนยางรถเสร็จสี่โมงเย็นนิดหน่อย

    จากการที่รอ ก้อเิดินดูป่ารอบๆๆๆ  ป่าไม้ที่นี่ยังสมบูรณ์ สัตว์ป่ายังคงมีอยู่ และที่นี่มีดอกบัวตองด้วยครับมีเป็นหย่อมๆๆ  ไม่มาก เพราะในนี้เป็นดอยสูงแล้ว





พอเสร็จก้อ ออกเดินทาง นั่งอยู่บนรถมองดูทิวทัศน์สวยงามดี พี่ดูนั่น?

ผมเห็นกวางครับ มันขึ้นมากินลูกมะกอกป่า ตัวใหญ่พอๆๆกับลูกวัว เขายาว เป็นตัวผู้ครับ เสียดาย
ที่ไม่ได้ถ่ายรูป พอมันได้สินเสียงก็วิ่งหายเข้าไปในป่า ในป่านี่ใครที่คิดจะถ่ายรูป ก็คงต้องเตรียมตัว
ไว้ตลอดเวลา เพราะว่าในป่าอะไรจะเกิดขึ้นเราไม่มีทางรู้ล่วงหน้าครับ หลังจากนั้นไม่นาน ก็เดินผ่านหมู่บ้านโพซอ แต่กว่าจะผ่านหมู่บ้านนี้ไปได้ ก้อแทบล้า เพราะในระหว่างทางรถที่ไปด้วยติดหล่ม พระเจ้า!
รถติดหล่มทั้งสองด้าน วิ่งอยู่ดีๆๆ ล้อหน้าผลุบหายไปในหลุมโคลน ทำไงดีหว่า เราเป็นคันแรกในการ
เดินทางเสียด้วย นำหน้่าคันแรกว่างั้นเหอะ

พี    : เอาไงพี่?
คนขับรถ : เดี๋ยวผมจะลองถอยหลังดูก่อนครับ
พี    : เอางั้นเลยหรือ

ผลปรากฏว่า  ไม่ขึ้น ล้อหน้าหายไปครึ่งหนึ่ง ข้างๆๆ ก็ลงไม่ได้มีแต่โคลน แต่จำเป็นต้องหาทางลงละครับงานนี้  พอเปิดประตูหย่อนเท้่าลงไปเหยียบเต็มๆๆ ขาหายลงไปในโคลนเกือบถึงหน้าขา ไม่น่าเลยเรา
เลอะโคลนหมด จากนั้นก็เดินไปด้านหลังรถ รอครับ รออย่างเดียวไม่มีอะไรดีไปกว่าการรอ เพราะว่าต้องรอรถอีกคันมาลาก เหลือบไปเห็นลำห้วยเล็กๆๆ อยู่ข้างทาง ก้อเลยไปล้างโคลนออก ยังดีน๊ะที่มีน้ำให้ล้าง
แต่ถ้าไม่มีคงเหมือนควายเกลือกโคลนกันทั้งสองคน

     พอล้างโคลนเสร็จก้อเดินสำรวจป่าข้างทาง พบดอกเอื้องดินออกดอกอยู่ข้างริมน้ำ และ ต้นมะขามเทศ ออกลูกเต็มต้น เสร็จพีล๊ะครานี้ เจ้ามะขามเทศเอ๋ย จัดการเก็บซะเลย ที่นี่มะขามเทศเยอะมาก รสซาด เปรี้ยว ฝาด แต่เวลาเราดื่มน้ำตามลงไป น้ำจะมีรสชาดหวานขึ้นมาทันที คราวหน้าจะถ่ายรูปต้นมะขามเทศมาให้ดู  จากการที่รอประมาร 10 นาที รถคันที่สองก็มาถึง แต่กว่าจะออกจากโคลนได้ ต้องใช้เวลานานเหมือนกัน ประมาณคร่าวๆๆ 10 นาทีมั้ง  พอดึงรถขึ้นมาได้ทีนี้ก็ต้องถึงเวลาเป็นกรรมกร ละทีนี้ ขนหินเล็กหินน้อยหินใหญ่แล้วแต่กำลังครับ เอาถมหลุมนั้นให้เต็ม ถ้าไม่ถมก็ไม่ต้องไป
และคงต้องกินข้าวกลางป่าแน่ๆๆ เพราะจุดมุ่งหมาย คือ
บ้านเสาหินครับอยู่ติดชายแดนไทย-พม่า พอเสร็จจากการถมหลุมแล้ว ก็เดินทาง เหลือบดูเวลา 18.00แล้วเหรอนี่ และมันยังไม่ถึงครึ่งของการเดินทางเลย

จากนั้นขบวนรถขนสินค้าก้อออกเดินทาง มาถึงอีกหมู่บ้านหนึ่ง ชื่อว่าหมู่บ้านแม่เจ เกือบจะ 2 ทุ่ม หาข้าวหาปลากิน ใครห่ออะไรมาก็เอากินร่วมกัน อาหารยอดฮิต ปลากระป๋อง แกงกระป๋อง มาม่า แคบหมู น้ำพริกตาแดง ปลาเค็ม ปลาทูเค็ม อะไรพวกนี้ที่ไม่บูดเน่าง่าย ประมาณ 10 นาที ก็เรียบร้อย
เดินทางต่อแต่ว่า มันคงไม่ถึงที่หมายแน่ๆๆ คงต้องนอนที่ด่านป่าไม้่ อีกด่าน เพราะเขากำหนดให้ผ่านได้ไม่เกิน 2 ทุ่ม นี่มันเกือบ 2 ทุ่มแล้ว ยังอยู่ที่บ้านแม่เจ จากที่ขบวนได้เดินทางออกจากบ้านแม่เจ
มาสักระยะหนึ่ง ก็ถึงที่ต้องออกแรงอีกแล้ว เค้าเรียกว่า ตลิ่งป่าหมาก ที่นี่เคยเป็นหนองน้ำเก่า และมีการตััดเส้นทางผ่านเส้นนี้ และตลิ่งนี้คงเป็นตลิ่งปราบเซียนละครับ เพราะว่าถ้าหากฝีมือไม่ดีรับรอง ติดหล่มแน่
พอถึงที่ตลิ่งหัวหน้าคนขับรถ ตาสูน ก็ลงไปดู

พี    :  เป็นไงครับลุง
ตาสูน  :  คงไปไม่ได้ครับ หลุมลึกเหลือเกิน

เอ้าเร็วๆๆ  มาขนหินมาใส่หลุมหน่อย ตาสูนเรียกเด็กท้ายรถ และ คนขับรถคนอื่น เหนื่อยอีกแล้วครับ
งานนี้  พอถึงเวลา ให้อีกคันหนึ่งนำขบวนไปก่อน รถคันนี้ดัีดแปลง ใส่วินและเพลาหน้า รวมแล้วคันนี้มี สามเพลาครับ คือมี เพลาหน้า เพลากลาง เพลาหลัง คันนี้เค้าเป็นพระเอกในหน้าฝน ผมเรียกคันนี้ว่า
ไอ้หัวเขียว

พอไอ้หัวเขึยวผ่านขึ้นไปได้ ก็ต้องหยุดรอเพื่อดึงอีกคันให้ขึ้นมาบนตลิ่ง อยู่แทนที่ ไอ้หัวเขียว ทำอย่างนี้ จนรถขึ้นมาครบ ทั้งห้าคัน กินเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ในขณะนี้คงเป็นเวลา สามทุ่มแล้วมั้งครับ เป็นอันว่าคืนนี้คงต้องนอนกลางป่าแน่นอน และที่กลางป่านี้่มีอะไรลึกลับอยู่เสมอครับ


โอกาสหน้าจะมาเล่าให้่ฟังน๊ะครับ













 


ภาพสวยๆๆ ของกล้วยไม้ป่า

Posted on 7 November 2008 at 3:15

เทิดพระเกีรยติ พระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาฯ

Posted on 7 October 2008 at 1:08

เพลง ของกิ๋นบ้านเฮา

Posted on 5 October 2008 at 4:58


ใครมีอะไรก้อ มาแบ่งปันกันน๊ะครับ

เพลงต๋าป่าม

Posted on 5 October 2008 at 4:49

เจ้าน้อยสุขเกษม มะเมี๊ยะ ตำนานรักอันยิ่งใหญ่

Posted on 5 October 2008 at 8:02
                 
เจ้าน้อยสุขเกษมกับมะเมี๊ยะ
เรื่องราวความรัก ที่ต่างเชื้อชาติ ระหว่างเจ้าน้อยศุขเกษมและมะเมียะ อันกลายมาเป็นตำนานรักที่จบลงอย่างโศกสลด และได้รับการกล่าวขานมาถึงปัจจุบัน ถูกถ่ายทอดโดยเจ้าหญิงบัวชุม ณ เชียงใหม อดีตคู่หมั้นของเจ้าน้อยศุขเกษม) แม้ว่ามะเมียะจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ล้านนาโดยตรง แต่สำหรับเจ้า (น้อย) ศุขเกษม ราชบุตรองค์ใหญ่ของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่ (พ.ศ.๒๔๕๒-๒๔๘๒) กับแม่เจ้าจามรีแล้ว มะเมียะเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของเจ้าน้อยฯ ก็ว่าได้

มะเมียะเป็น แม่ค้าสาวชาวพม่า หน้าตาพริ้มเพรา ได้พบกับเจ้าน้อยศุขเกษมครั้งแรก เมื่ออายุเพียง ๑๖ ปี ขณะนั้นมะเมียะเป็นเพียงแม่ค้าขายบุหรี่ซะเล็กอยู่ที่ตลาดใกล้บ้านในเมืองมะ ละแหม่ง มะเมียะหารายได้ด้วยความหวังเพื่อจะได้เงินมาจุนเจือครอบครัว ซึ่งอยู่ในฐานะปานกลาง

วันหนึ่งเมื่อเจ้าน้อยศุขเกษมได้ออกเดิน เที่ยวตามห้างร้านในตลาด จึงได้พบกับมะเมียะ ซึ่งเพิ่งกลับมาจากเมืองตองอู หลังจากไปอาศัยอยู่กับป้าของเธอเป็นเวลาหลายปี ทั้งคู่เกิดถูกใจในกันและกัน จึงได้คบหากันเรื่อยมา หลังจากนั้นไม่นานทั้งสองจึงใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา ด้วยความสนับสนุนของทางบ้านของมะเมียะ และในวันพระทั้งสอง จะพากันไปทำบุญตักบาตรและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุตามสถานที่ต่างๆ ในเมืองมะละแหม่ง
อยู่เสมอ วันหนึ่ง ณ ลานกว้างหน้าพระธาตุใจ้ตะหลั่น ทั้งสองได้กล่าวคำสาบานต่อกันว่าจะรักกันตลอดไป และจะไม่ทอดทิ้งกัน หากผู้ใดทรยศต่อความรักที่มีให้กัน ก็ขอให้ผู้นั้นอายุสั้น

จาก นั้นไม่นานก็ถึงกำหนดการเดินทางกลับเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเจ้าน้อยฯ เพิ่งจะมีอายุครบ ๒๐ ปี จึงได้ตัดสินใจให้มะเมียะปลอมตัวเป็นชายติดตามขบวนเพื่อกลับไปยังเมือง เชียงใหม่ ในฐานะเพื่อนหนุ่มชาวพม่า โดยหารู้ไม่ว่าเจ้าพ่อและเจ้าแม่ของตนได้หมั้นหมายเจ้าหญิงบัวนวล ธิดาของเจ้า สุริยวงษ์ (คำตัน สิโรรส) ให้เป็นคู่หมั้นของเจ้าน้อยฯ เป็นการภายในตั้งแต่ปีที่เจ้าน้อยฯ เดินทางไปศึกษาเล่าเรียนในเมืองพม่า

หลัง จากที่ต้องแอบซ่อนมะเมียะไว้ในบ้านหลังเล็ก ที่เจ้าพ่อและเจ้าแม่จัดเตรียมไว้ให้เป็นที่พักมาแล้วหลายวัน เจ้าน้อยศุขเกษมได้ใช้เวลาคิดใคร่ครวญและตัดสินใจเล่าความจริงให้ทั้งสองฟัง แม้ว่าจะไม่มีคำใดเอื้อนเอ่ยออกมาในขณะนั้น แต่เจ้าน้อยฯ ก็พอจะทราบได้ว่าทั้งสองไม่ยอมรับมะเมียะเป็นศรีสะใภ้อย่างแน่นอนเนื่องจาก ปัญหาใหญ่ในขณะนั้น คือเจ้าน้อยเป็นผู้ที่ได้รับการคาดหวังว่าจะได้รับตำแหน่งเจ้าหลวงองค์ถัดไป จากเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ ซึ่งเป็นพระเจ้าลุง หากเจ้าน้อยฯ เลือกมะเมียะมาเป็นศรีภรรยา ประชาชนย่อมต้องเกิดความอึดอัดใจในการยอมรับมะเมียะผู้เป็นหญิงต่างชาติมา ดำรงฐานะศรีภรรยาของเจ้าเมืองอย่างแน่นอน

ในสถานการณบ้านเมืองขณะ นั้นน่าวิตกมาก เนื่องจากมหาอำนาจอังกฤษกำลังแผ่อิทธิพลไปทั่วดินแดนในคาบสมุทรเอเซียตะวัน ออกเฉียงใต้ มะเมียะซึ่งเป็นคนในบังคับของอังกฤษและกำลังอาศัยอยู่ในคุ้มของอุปราช (ขณะนั้นเจ้าแก้วนวรัฐดำรงตำแหน่งอุปราชเมืองเชียงใหม่) อาจเป็นชนวนของปัญหาทางการเมืองที่ใหญ่โตได้ในภายหลัง ในที่สุดเจ้าพ่อและเจ้าแม่จึงเรียกตัวเจ้าน้อยฯไปพบ และยื่นคำขาดให้เจ้าน้อยส่งตัวมะเมียะกลับเมืองมะละแหม่ง เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง ในยามเย็นวันนั้นเอง เจ้าน้อยได้เข้าพิธีเรียกขวัญและรดน้ำมนตที่เจ้าพ่อกับเจ้าแม่จัดขึ้น เพื่อขจัดสิ่งชั่วร้ายที่ท่านทั้งสองเชื่อว่ามะเมียะได้กระทำแก่เจ้าน้อยฯ อันเป็นเหตุให้เจ้าน้อยฯ หลงไหลในตัวนาง หลังจากพิธีรดน้ำมนต์ผ่านพ้นไป ช้างพาหนะและไพร่พลที่จะใช้ในการส่งตัวมะเมียะกลับเมืองมะละแหม่งก็ถูกจัด เตรียมทันทีตามคำสั่งของเจ้าแก้วนวรัฐ
เมื่อ เจ้าน้อยฯ กลับไปถึงที่พักในคืนนั้น มะเมียะได้รับการเกลี้ยกล่อมโดยหญิง-ชาย ชาวพม่าฝ่ายละคน ให้นางกลับไปรอเจ้าน้อยฯ ที่เมืองมะละแหม่ง มิฉะนั้นบ้านเมืองอาจเดือดร้อน นางได้เอ่ยขึ้นด้วยความเสียใจและยินยอมจากไปเพื่อมิให้ผู้ใดได้รับความเดือด ร้อน แม้ตัวนางจะจากไกล แต่ความรักอันมั่นคง ยังคงอยู่ดังคำสาบานที่เคยให้ไว้แก่กันและกัน ฝ่ายเจ้าน้อยฯ ยังคงยืนยันในความรักที่มีต่อมะเมียะ และขอให้นางกลับไปรอที่บ้านก่อน หากมีวาสนาจะกลับไปรับนางมาอยู่ด้วยกันที่เชียงใหม่ให้ได้

ในเช้า วันหนึ่งของเดือนเมษายน นับเป็นวันเดินทางกลับเมืองมะละ แหม่งของมะเมียะที่ดูเหมือนจะเป็นการจากลาชั่วนิรันดร์ ณ ประตูหายยาที่เนืองแน่นไปด้วยประชาชนที่ใคร่เห็นโฉมหน้าของมะเมียะ ที่ลือกันว่างามนักงามหนา บรรยากาศเต็มไปด้วยความหดหู่และเศร้าหมอง เมื่อเจ้าน้อยฯ พูดภาษาพม่ากับมะเมียะได้เพียงไม่กี่คำ นางผู้มีใจรักมั่นได้ร่ำไห้ด้วยความอัดอั้นตันใจ ในอ้อมแขนที่ยากจะแยกจากกันได้ เวลานั้นก็ล่วงเลยไปมากแล้ว เจ้าน้อยฯ ได้รับปากกับมะเมียะว่าตนจะยึดมั่นในคำปฏิญาณที่ให้ไว้ต่อหน้าพระพุทธรูปวัด ใจ้ตะหลั่นจนกว่าชีวิตจะหาไม่ หากท่านนอกใจมะเมียะโดยสมรสกับหญิงอื่น ขอให้ชีวิตของตนประสบแต่ความทุกข์ทรมานใจ แม้แต่อายุก็จะไม่ยืนยาว เจ้าน้อยฯ ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าภายใน เดือนจะกลับไปหามะเมียะให้จงได้ นางจึงคุกเข่าลงกับพื้น ก้มหน้า สยายผมออกเช็ดเท้าเจ้าน้อยฯ ด้วยความอาลัยหา ก่อนที่เธอจะขึ้นไปบนกูบช้าง

เมื่อกลับไปถึงเมือง มะละแหม่งแล้ว มะเมียะได้มอบเงินทองจำนวนหนึ่งซึ่งเจ้าแก้วนวรัฐและเจ้าแม่จามรีมอบให้นาง ก่อนเดินทางกลับเป็นการปลอบขวัญแก่พ่อแม่และน้อง จากนั้นนางได้แต่เฝ้ารอคอยเจ้าน้อยฯ จนครบกำหนด เดือนที่ท่านได้รับปากไว้ แต่นี่กระไรกลับไร้วี่แววใดๆ มะเมียะจึงตัดสินใจเข้าพึ่งใต้ร่มพุทธจักร ครองตนเป็นแม่ชีเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ว่านางยังซื่อสัตย์ ต่อความรักที่มีต่อเจ้าน้อยศุขเกษม

หลังจากที่มะเมียะทราบข่าวการ เข้าพิธีมงคลสมรส ระหว่างร้อยตรีเจ้าอุตรการโกศล (ยศของเจ้าน้อยฯ ในขณะนั้น) กับเจ้าหญิงบัวนวล ณ เชียงใหม่ แม่ชีมะเมียะจึงเดินทางมายังเมืองเชียงใหม่และขอเข้าพบเจ้าน้อยฯ เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อแสดงความยินดีกับชีวิตที่กำลังรุ่งโรจน์ องค์อดีตสวามีผู้เป็นที่รัก ก่อนที่ตนจะตัดสินใจครองตนเป็นแม่ชีไปตลอดชีวิต แต่เจ้าน้อยศุขเกษมผู้ยึดสุราเป็นที่พึ่งดับความกลัดกลุ้มอันเกิดจากความรัก อาลัยในตัวมะเมียะ ชีวิตที่ไม่เคยมีความสุขในชีวิตสมรส ท่านไม่สามารถหักห้ามความสงสารที่มีต่อมะเมียะได้ จึงไม่ยอมลงไปพบแม่ชีมะเมียะตามคำขอร้อง เพียงแต่มอบหมายให้เจ้าบุญสูง พี่เลี้ยงคนสนิท นำเงินจำนวน ๘๐บาท ไปมอบให้กับแม่ชีมะเมียะเพื่อใช้ในการทำบุญ พร้อมกับมอบแหวนทับทิมประจำกายอีกวงหนึ่งเป็นตัวแทนของเจ้าน้อยฯ ให้กับแม่ชีมะเมียะ

เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นทำให้มะเมียะและเจ้าน้อยต่างสะเทือนใจเป็นที่สุด หลังจากเดินทางถึงเมืองมะละแหม่ง มะเมียะได้ครองชีวิตเป็นแม่ชีตามความตั้งใจ จนกระทั่งถึงแก่กรรมในปี พ.ศ.๒๕๐๕ รวมอายุได้ ๗๕ ปี

จากตำนานรักระหว่างเจ้าน้อยศุขเกษมและ มะเมียะ ได้รับการเผยแผ่ทั้งโดยการเล่าขานสืบต่อกันมา จากการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว อาจกล่าวได้ว่าสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้คนทั่วไปรู้จักเจ้าน้อยฯ และมะเมียะมากขึ้น คือ "เพลงมะเมียะ" ซึ่งขับร้องโดยคุณจรัล มโนเพชร นักร้อง โฟลคซองชาวล้านนา ดังเนื้อเพลงที่ยกมาต่อไปนี้

"มะเมียะ"

มะเมียะเป็นสาวแม่ก๊า คนพม่าเมืองมะละแหม่ง
งามล้ำเหมือนเดือนส่องแสง คนมาแย่งหลงฮักสาว
มะเมียะบ่ยอมฮักไผ มอบใจ๋หื้อหนุ่มเชื้อเจ้า เป็นลูกอุปราชท้าวเจียงใหม่
แต่เมื่อเจ้าชายจ๊บการซึกษา จำต้องลาจากมะเมียะไป
เหมือนโดนมีดซับดาบฟันหัวใจ๋ ปล๋อมเป๋นป้อจายหนีตามมา
เจ้าชายเป็นราชบุตร แต่สุดตี้ฮักเป๋นพม่า ผิดประเพณีสืบมา ต้องร้างลาแยกทาง
โอ่โอ๊ก็เมื่อวันนั้น วันตี้ต้องส่งคืนบ้านนาง
เจ้าจายกะจัดกบวนชจ๊าง ไปส่งนางคืนทั้งน้ำตา
มะเมียะตรอมใจ๋อาลัยขื่นขม ถวายบังคมทูลลา สยายผมลงเจ๊ดบาทบาทา
ขอลาไปก่อนแล้วจ้าตินี้เจ้าชายก็ตรอมใจ๋ตาย มะเมียะเลยไปบวชชี
ความฮักมักเป็นจะนี้ แลเฮย.........


                                                                                                         

ความงาม ของกล้วยไม้

Posted on 4 October 2008 at 10:45
Image Hosted by !!!###$$$ 1h3R3 1m@g3H0st $$$###!!!
กล้วยไม้   เอื้องเงิน

Image Hosted by !!!###$$$ 1h3R3 1m@g3H0st $$$###!!!
กล้วยไม้   กิ่งหลิว


Image Hosted by !!!###$$$ 1h3R3 1m@g3H0st $$$###!!!

กล้วยไม้  พญาไร้ใบ

Image Hosted by !!!###$$$ 1h3R3 1m@g3H0st $$$###!!!


กล้วยไม้   พวงหยก

Image Hosted by !!!###$$$ 1h3R3 1m@g3H0st $$$###!!!
กล้วยไม้  เพื่อนแพง
Image Hosted by !!!###$$$ 1h3R3 1m@g3H0st $$$###!!!
กล้วยไม้   เอื้องหวาย
Image Hosted by !!!###$$$ 1h3R3 1m@g3H0st $$$###!!!
กล้วยไม้ เอื้องนิ่ม เอื้องผีพราย
Image Hosted by !!!###$$$ 1h3R3 1m@g3H0st $$$###!!!
กล้วยไม้   เอื้อง มัจฉานุ
Image Hosted by !!!###$$$ 1h3R3 1m@g3H0st $$$###!!!
กล้วยไม้   เอื้องคำ


บันทึกคนเดินทาง ปอยส่างลองที่เปียงหลวง : กระบวนการฝังโปรแกรมแห่งพุทธะสู่สายเลือดไทยใหญ่

Posted on 4 October 2008 at 8:25
บันทึกคนเดินทาง ปอยส่างลองที่เปียงหลวง : กระบวนการฝังโปรแกรมแห่งพุทธะสู่สายเลือดไทยใหญ่
เรื่อง/ภาพ: ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร   
เปียงหลวง เมืองหลวงแห่งวัฒนธรรมไทยใหญ่


ฉัน ได้กลับไปบ้านเปียงหลวง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ อีกครั้งหนึ่ง หลังจากไปเยือนครั้งแรกเมื่อปีก่อนตามคำเชิญของอูกับนวล เพื่อนชาวไทยใหญ่ที่ติดต่อให้ไปร่วมงานบวชลูกแก้วหรืองานปอยส่างลองของลูก ชาย ประกอบกับฉันได้นัดหมายกับหมอยาไทยใหญ่ว่าเราจะไปเดินป่าที่เปียงหลวงในช่วง เวลาเดียวกันกับงานนี้ด้วย งาน"ปอยส่างลอง"ของเปียงหลวงปีนี้จัดขึ้นในวันที่ 21-25 เมษายน 2551 รวม 5 วัน 5 คืน ที่ต้องบอกว่าเป็น 5 วัน 5 คืนเพราะเขาจัดงานกัน 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว ซึ่งถือเป็นการจัดงานปอยส่างลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทยก็ว่าได้ เพราะที่นี่ใช้เวลานานกว่าที่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นวัดป่าเป้าในเชียงใหม่ หรือวัดต่างๆของแม่ฮ่องสอนซึ่งส่วนใหญ่จะจัดเพียง 3 วัน ฉันรู้มาว่าแต่เดิมในรัฐฉานสมัยก่อน บางครั้งเขาจัดงานปอยส่างลองติดต่อกันถึง 7 วันก็มี


คำว่า "ปอยส่างลอง" นั้นเป็นภาษาไทยใหญ่ "ปอย" หมายถึง งาน "ส่าง" หมายถึงสามเณร ส่วนคำว่า "ลอง" นั้นหมายถึง ตัวหนอน หรือ ดักแด้ ดังนั้นปอยส่างลองจึงหมายถึง "งานเตรียมตัวเป็นสามเณร" หรือพิธีบรรพชาสามเณรนั่นเอง


จากเอกสารของวัดป่าเป้าทำให้เรา ได้รู้ว่า งานปอยส่างลองเป็นประเพณีนำลูกชายมาบวชเณรเช่นเดียวกับกับชาวไทยกลุ่มอื่นๆ ที่นับถือพุทธศาสนาซึ่งทำพิธีทางประเพณีแตกต่างกันออกไป เทศกาลปอยส่างลองของไทยใหญ่จะเริ่มจัดกันในฤดูร้อน ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน เมื่อเด็กผู้ชายอายุครบ 15 ปีจะนำมาบรรพชาเป็นสามเณร (แต่ปัจจุบันเด็กอายุ 8-12 ปีก็นำมาบวชกันแล้ว)


น่า เสียดายอย่างมากที่ฉันไม่มีโอกาสร่วมงานนี้ตั้งแต่วันแรก เนื่องจากติดภารกิจการงาน ฉันจึงเพิ่งไปถึงเชียงใหม่ได้ในบ่ายวันที่ 24 เมษายน มี "หนุ่ม" ญาติของนวลพาเดินทางต่อไปยังเปียงหลวง ระหว่างทางก็ได้ทราบความเป็นมาของประเพณีปอยส่างลองจากหนุ่ม หนุ่มเป็นคนไทยใหญ่ของแท้คนหนึ่งที่มีโอกาสไปสร้างหลักปักฐานที่กรุงเทพ เขาพูดภาษาไทยได้ชัดเจนกว่าไทยใหญ่คนอื่นที่ฉันเคยรู้จัก หนุ่มเล่าว่าในวัยเด็กหนุ่มก็เคยเป็น "ส่างลอง" ที่วัดเปียงหลวงเหมือนกันกับเด็กชาย ชาวไทยใหญ่คนอื่นๆที่อยู่ที่นี่


หนุ่ม เล่าว่าความเป็นมาของส่างลองนั้นมีสองตำนาน ตำนานแรกเล่าว่า ประเพณีนี้สืบทอดการออกบวชของเจ้าชายสิทธัตถะที่ขี่ม้ากัณฑกะไปบวช อีกตำนานหนึ่งเล่าว่าสืบทอดมาจากการบวชนาคของพระราชโอรสของพระเจ้าอโศก มหาราช ส่วนตัวหนุ่มนั้นเชื่อในตำนานหลังมากกว่าเพราะส่างลองจะ แต่งองค์ทรงเครื่องเหมือนเจ้าชาย ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชอนุญาตให้พระราชโอรสทรงเครื่องทรงของเจ้าชายขณะที่ เดินทางไปบรรพชา ส่วนเจ้าชายสิทธัตถะ  ตอนที่ขี่ม้ากัณฑกะออกไปนั้น พระองค์ท่านไปแบบสามัญชน


คณะของฉันไปถึงเปียงหลวงราวๆ 4 ทุ่ม งานจัดที่โรงเรียนเปียงหลวง ฉันทราบว่าปีนี้มีส่างลองอยู่ 59 องค์ คนและมีจางลอง 6 องค์(จางเป็นคำไทยใหญ่ซึ่งหมายถึงพระภิกษุสงฆ์) ในงานจะจัดซุ้มส่างลองและจางลองเรียงติดๆกัน แต่ละซุ้มตกแต่งประดับประดาอย่างเต็มที่ แม้ก่อนหน้าที่ฉันไปถึงจะมีพายุฝนตกกระหน่ำไฟดับไปนาน แต่ทั่วทั้งงานก็ยังพบผู้คนมากมายแต่งกายสวยงามในชุดไทยใหญ่ รอบๆตัวฉันมีแต่คนพูดภาษาไทยใหญ่ ซึ่งหลายคำก็ฟังกันรู้เรื่อง แต่ถ้าฟังไม่ออกต้องการคำแปลคนที่พูดกับเราก็สามารถแปลให้ฟังได้ และในงานตั้งเวทีไว้สามเวที มีทั้งการแสดงพื้นบ้าน ดนตรีแนวเพื่อชีวิตยอดฮิตไทยใหญ่สั่งตรงมาจากรัฐฉาน และลิเกไทยใหญ่ แถวซุ้มของส่างลองมีคนแวะเวียนมาทำบุญ จิบน้ำชา กินข้าว กินขนม กินของว่างที่ทางเจ้าภาพจัดให้ไม่อั้น แต่ถึงกระนั้นข้าวซอยสไตล์ไทยใหญ่ที่มีขายอยู่ในงานก็ยังมีแขกไปอุดหนุนแม้ ในยามล่วงเลยเกือบเที่ยงคืน


ฉันอดถามตัวเองไม่ได้ว่า ปัจจุบันนี้มีคนไทยใหญ่ที่ไหนบ้างนะที่จะมีโอกาสจัดงานปอยส่างลองได้ยิ่ง ใหญ่อย่างที่ได้จัดที่เปียงหลวง ขอบคุณแผ่นดินไทยที่ยังให้โอกาสแก่คนไทยใหญ่ ส่วนในรัฐฉาน ถิ่นกำเนิดของไทยใหญ่แท้ๆน่ะหรือไม่ต้องพูดถึง อะไรเป็นอะไรก็พอจะรู้ได้จากข่าวคราวผ่านสื่อต่างๆ และจากคำบอกเล่าจากแม่บ้านชาวพม่าของเพื่อนคนหนึ่งซึ่งขมขื่นกับรัฐบาลของ ตัวเองอย่างสาหัส นับประสา อะไรกับชนชาติอื่นที่พม่าไปยึดแผ่นดินเขามา


ฝน ปรอยมาเป็นช่วงๆ ฉันเห็นแม่เฒ่า จูงหลานสาวตัวน้อยจากเวทีหนึ่งสู่อีกเวทีหนึ่ง น้ำตาฉันซึมออกมา ฉันรู้สึกถึงคุณค่าของการมีแผ่นดินอยู่ แผ่นดินที่เราสามารถสืบสานสิ่งที่เรายึดมั่นศรัทธา ดังที่ ปรากฏให้เห็นเป็นเทศกาลปอยส่างลองคนทั้งเปียงหลวงจึงมารวมกันอยู่ที่นี่



กระบวนการฝังโปรแกรมแห่งพุทธะสู่สายเลือดไทยใหญ่


ใน วันที่ 25 เมษายน เทศกาลดำเนินต่อเนื่องมาถึงวันที่ห้าซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการจัดงาน ตอนเช้าจะมีการแห่ส่างลองและจางลองไปทำบุญ ส่วนตอนบ่ายจะมีการแห่จางลองไปทำพิธีบรรพชาเป็นสามเณรที่วัด ก่อนหน้านี้ฉันรู้จาก "อู"ว่า มีพิธีกรรมต่างๆมากมายนับแต่วันเริ่มงาน ตั้งแต่พิธีโกนผม ซึ่งต้องอาบน้ำชำระร่างกาย ด้วยน้ำหอม น้ำอบ น้ำฝักส้มป่อย น้ำไม้จันทน์หอม น้ำเงินน้ำทอง แล้วรับสมาทาน ศีลห้า มีขบวนแห่ไปไหว้ศาลบรรพบุรุษ หลังจากนั้นก็จะมีพิธีรับประทานอาหารโอชารส 12 อย่างแล้วแต่พ่อแม่จะป้อนให้ใน 7 คำแรกเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ส่างลอง ส่วนกิจกรรมในแต่ละวันจะมีขบวนแห่ไปตามวัด แห่ไปทั่วทุกถนนในชุมชน ขบวนแห่ อันอลังการนี้ทั้งญาติๆ ของส่างลอง จางลองและคนในชุมชนจะพร้อมใจกันมาร่วมขบวนอย่างถ้วนหน้า สำหรับคนที่ไม่สวมชุดไทยใหญ่จะไม่ได้รับการอนุญาตให้ร่วมขบวนเด็ดขาด แม้แต่คนที่ถ่ายรูปเพื่อความบันเทิงตามแบบฉบับของนักท่องเที่ยวก็ยังถูกขอ ร้องให้ออกจากงานเพราะไม่ได้แต่งชุดไทยใหญ่


ฉันได้เตรียมชุด ไทยใหญ่สวยงามไปด้วยจึงได้ร่วมงานแห่ในวันนี้  ส่างลองส่วนใหญ่จะขี่คอคน จางลองส่วนใหญ่จะขี่ม้า บางคนก็มีแคร่หาม(คงหาคนให้ขี่คอได้ยากแล้วกระมัง) แต่ก็มีอยู่คนหนึ่งที่ยังสามารถขี่คอคนไปวัดได้ด้วย ฉันก็เช่นเดียวกับคนต่างถิ่นคนอื่นๆ ที่ดูเหมือนจะไม่ได้ชอบตามขบวนของจางลอง(เพราะเลยวัยน่ารักไปแล้ว) พวกเราจึงเฝ้าติดตามทุกอิริยาบถของส่างลอง ที่แต่งองค์ทรงเครื่องราวกับเจ้าชายในตำนาน ด้วยวัยเยาว์ที่ยังเบิกบาน สนุกสนานรื่นเริง ด้วยวัยที่เปิดรับมวลมิตร ฉันเห็นการฟ้อนรำสนุกสนาน หยอกเย้ากันตามประสาคนในวัยนี้ แต่เมื่อไปที่วัดแทบไม่น่าเชื่อว่าเจ้าชายที่สดใสสนุกสนานเมื่อสักครู่จะ นั่งพับเพียบเรียบร้อย ไหว้กราบได้อย่างสวยงาม สวดมนต์ได้อย่างพร้อมเพรียง และเมื่ออยู่ในชุดของสามเณรแล้วก็สามารถครองผ้าในพิธีได้ถูกต้อง ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า ใครหนอเป็นผู้ฝึกฝน เหลียวไปข้างๆฉันเห็นเด็กตัวน้อยอายุสองขวบต้นๆ นั่งพนมมือฟังพระสวดอย่างตั้งใจ ถัดไปก็มีแม่เฒ่านั่งพนมมือพร้อมกับมีพานดอกไม้วางอยู่เบื้องหน้า


เมื่อ ส่างลอง จางลองเสร็จพิธีทำบุญหน้าพระประธานองค์ใหญ่ในศาลาแล้ว พื้นที่หน้าพระประธานจึงว่างลง ฉันเดินไปตั้งใจกราบท่าน พระพุทธรูปองค์เดิมที่ฉันได้เคยมากราบไหว้เมื่อสองปีที่แล้ว ตอนนั้นเป็นหน้าหนาวองค์ของท่านถูกห่อคลุมด้วยผ้าจีวรถึงพระศอ แต่ในวันนี้ไม่มีจีวรผืนนั้นอยู่แล้ว(คงกลัวท่านร้อน) หากสิ่งที่หยุดฉันไว้อีกครั้งก็คือ ภาพเด็กน้อยชายหญิงสองคนคลานเข้าไปด้านหน้าขององค์ท่าน พระประธานเพื่อให้พ่อแม่ถ่ายรูป ฉันลืมการคลานเข่าไปนานแล้ว การคลานเข่าคือการแสดงความเคารพต่อผู้ที่เราจะเข้าไปหา เข่าน้อยๆคลานช้าๆอย่างมีสติ จากนั้นนั่งลงยิ้มแป้นอยู่ด้านหน้าองค์พระประธาน ซึ่งฉันรู้สึกว่าวันนี้ท่านยิ้มมากกว่าวันแรกที่ฉันเห็น และฉันก็ได้คลานเข่าแบบเด็กน้อยชายหญิงอีกครั้ง ทั้งที่ลืมไปแล้วว่าตัวเองได้ทำกิริยาเช่นนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อใด


ใน วัยเกือบห้าสิบปี จนถึงทุกวันนี้เวลาไปที่ไหนๆ ฉันมักมองหาขนมรังผึ้งที่แม่มักจะซื้อจากตลาดกลับไปให้กินเมื่อแม่มาตลาดใน สมัยที่ฉันเป็นเด็กๆ แม้ปัจจุบันจะไม่มีขนมรังผึ้งที่แป้งนุ่มๆหอมๆหวานมันเหมือนอย่างที่เคยกิน ในวันวาน แต่ฉันก็ยังซื้อขนมรังผึ้งทุกครั้งที่เจอ ขนมรังผึ้งคือสิ่งที่ฝังใจของฉันอย่างยากจะแกะออกได้ เช่นเดียวกับเมื่อฉันเห็นภาพส่างลองหรือแม้แต่ในยามได้เป็นลอง(สามเณร) แล้วอยู่ในกิริยาสงบเสงี่ยม(ได้ในบางครั้ง) และเห็นเจ้าเด็กน้อยที่ได้มาร่วมงานทำตามผู้ใหญ่พนมมือฟังพระเทศน์ แม้ไม่ได้รู้อะไรลึกซึ้งมากนัก ฉันก็มั่นใจว่าชิป(Chip)แห่งพุทธะได้ถูกฝังลงแล้วในจิตใจของเด็กไทยใหญ่ เพื่อรอวันที่จะพัฒนางอกงามตามวัยและประสบการณ์ที่จะพบเจอในวันข้างหน้า จนถึงได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ตามความเชื่อถือของพุทธะที่ฝังลึกมากับชาติพันธุ์ไทยใหญ่ นั่นทำให้ฉันเชื่อมั่นว่าเมื่อเด็กๆ ตรงหน้าโตขึ้น วันเวลาและความทรงจำถึงงานปอยส่างลองสำหรับพวกเขาแล้วคงเสมือนขนมรังผึ้งของ ฝากจากความรักของแม่ที่ยังฝังลึกอยู่ในใจของฉันยาวนานมาหลายสิบปีเท่าอายุ ตัวเองมาจนบัดนี้


     
วันที่เด็กๆเป็นเจ้าชาย วันที่ผู้ใหญ่ลดอัตตา


ใน วันเวลาของวัยเด็ก พวกเรามักจะถูกใช้ให้ทำโน่นทำนี่ตามคำสั่งของผู้ใหญ่ ทั้งที่เราอยากวิ่งเล่นกับเพื่อนใจจะขาด หรือบางทีก็อยากได้โน่นได้นี่ตามประสาเด็ก แต่พ่อแม่ก็ไม่ให้เราสักที ประเพณีปอยส่างลองคงเข้าใจความรู้สึกของเด็กๆ ดี ในขณะที่จะส่งเด็กเข้าไปอยู่ในวัตรปฏิบัติอันเคร่งครัดของการเป็นสามเณร จึงต้องมีการ "แลกเปลี่ยน" ก่อนที่จะเปลี่ยนสภาวะชีวิตนี้ไว้ด้วย โดยก่อนหน้าพิธีอุปสมบท ก็ได้มีพิธีกรรมของการเปลี่ยนสภาวะจากเด็กธรรมดาไปเป็นเจ้าชาย เพื่อจะกลายเป็นส่างลองอย่างสมบูรณ์ ในวาระนั้นเด็กๆ ไม่ต้องถูกเรียกใช้ ไม้ต้องสัมผัสพื้นดิน ไปไหนมาไหนก็มีคนให้ขี่คอ อยากได้อะไรถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงพ่อแม่ก็จะจัดให้ ทำให้ฉันได้เห็นรถวิทยุบังคับวิ่งเพ่นพ่านอยู่สองสามคันในช่วงงานพิธี


การ เปลี่ยนจากเด็กเป็นเจ้าชายทำให้เกิดงานสร้างสรรค์นวัตกรรมทางศิลปะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นซุ้มที่ส่างลองจะอยู่ระหว่างห้าวันของพิธีการ แม้จะเป็นซุ้มชั่วคราวก็ตาม แต่ได้มีการประดับประดาตกแต่งสวยงาม แต่ละซุ้มไม่เหมือนกันแล้วแต่ใครจะนำอะไรมาตกแต่ง มีทั้งฉัตรทอง(ลักษณะเป็นร่ม)ที่เรียงร้อยห้อยสิ่งประดับตกแต่งมากมาย ส่วนม้าทรงและแคร่หามก็ล้วนแต่ได้รับการประดับตกแต่งอย่างประณีต ที่อลังการสุดๆ เห็นจะเป็นเครื่องทรงของส่างลอง ซึ่งไม่ซ้ำกัน ตลอดห้าวันต้องมีห้าชุด ฉันรู้ว่าก่อนหน้าจัดงานพิธีนี้ นวล เพื่อนสาวไทยใหญ่ต้องทุ่มเทเวลาไปกับการเย็บปักถักร้อยเครื่องทรงให้ลูกชาย ที่จะบวชเป็นส่างลองยาวนานมากกว่าสามเดือน นวลทำเองหมดทั้งผ้ามัดเอว ผ้าพันหัว มงกุฎ สร้อยสังวาล ทับทรวง ล้วนวิจิตรพิสดาร งดงามยิ่ง นอกจากนี้ในขบวนแห่ ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายขบวน ดังเช่นขบวนเครื่องบรรพชาซึ่งประกอบด้วย ขบวนเครื่องอัฏฐบริขาร  ขบวนดอกไม้ ขบวนธงทิว ล้วนงามวิจิตรเกินกว่าที่คิดว่าจะได้เห็นในตำบลเล็กๆ ชายขอบประเทศไทย ที่ทุกวันนี้ยังมีของโหลหรือของสำเร็จรูปขายกันเต็มตลาดอยู่เหมือนพื้นที่ อื่น


เมื่อฉันนำเงินไปร่วมทำบุญกับเจ้าภาพซึ่งคืออูและนวล นวลบอกว่าเงินที่พวกเราทำบุญด้วยจะเป็นของส่างลอง และให้เราไปทำบุญกับส่างลองโดยตรง ฉันและเพื่อนจึงได้ไปถวายปัจจัยให้กับส่างลองซึ่งต้องทำด้วยความเคารพ เด็กชายอั๋นที่เคยวิ่งเล่นให้ฉันเห็นอยู่ได้เปลี่ยนสถานะเป็นส่างลอง และเราจะต้องเคารพยกย่องส่าง ลองเสมือนหน่อเนื้อพญาเจ้าเมือง ส่วนส่างลองก็สวดมนต์ให้ศีลให้พรแก่ผู้ทำบุญด้วยกิริยาอันน่าเลื่อมใสศรัทธา นั่นทำให้ผู้ใหญ่อายุใกล้ 50 อย่างฉันสามารถก้มลงกราบส่างลองได้อย่างเต็มใจเมื่อรับพรแล้ว



สายสัมพันธ์ของญาติพี่น้อง เชื่อมความสัมพันธ์ชุมชน และหนุ่มสาว


การ กลับมาเปียงหลวงในครั้งนี้ ฉันไม่ได้นอนพักที่บ้านเดิมซึ่งเป็นบ้านของแม่อู อูและนวลจัดที่พักให้ตรงโรงนอนเล็กๆ ข้างบ่อปลา ซึ่งพักแยกจากแขกคนอื่นๆ แต่ก็นับว่าหรูเมื่อเทียบกับแขกคนอื่นที่ต้องนอนแออัดยัดเยียดตามบ้านต่างๆ ทั้งที่บ้านของพ่อแม่ของอูกับนวลหรือแม้แต่บ้านพี่สาวของนวลก็ไม่เว้น แขกที่มาร่วมงานมีทั้งญาติๆที่ไปทำงานตามที่ต่างๆ พวกเขาลางานมาช่วยงานนี้เป็นอาทิตย์ๆ (ใครที่มีคนไทยใหญ่ทำงานด้วยคงเข้าใจได้แล้วว่าประเพณีปอยส่างลองมีความหมาย กับเขาจริงๆ) และยังมีเพื่อนๆ ของเจ้าภาพที่มาร่วมงานคับคั่ง เล่ากันว่าบางคนไม่มีที่นอนเพราะทุกพื้นที่ว่างของบ้านถูกยึดครองหมด เขาจึงแก้ปัญหาด้วยการตั้งวงคุยกัน(อาจจะมีเครื่องดื่มบ้าง) และหาวิธีได้ที่นอนด้วยการไปสะกิดคนนอนหลับอยู่ บอกว่ามีคนมาหา พอคนที่นอนอยู่สะลึมสะลือลุกออกไป คนที่สะกิดก็จะลงไปนอนแทนที่ทันที


งาน นี้ยังเป็นประเพณีที่ระดมพลังของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง คุณยายเพื่อนๆ ของแม่อูได้มารวมตัวกันผลัดกันทำกับข้าว(อร่อยมาก)เลี้ยงแขกทั้ง 24 ชั่วโมง ตลอด 5 วัน 5 คืน อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ฉันไปถามคุณยายว่าเหนื่อยกันบ้างหรือเปล่า คำตอบที่ได้มาคือ "ไม่เหนื่อย ดีใจ ได้บวชหลาน" พร้อมกับรอยยิ้มสว่างไสวอันช่วยยืนยันว่าคนเฒ่าต่างมีความสุขจริงๆ ในงานก็พบแต่การร่วมด้วยช่วยกัน ทั้งที่ต้องผจญความไม่สะดวกรอบตัว ทั้งสภาพมีพายุฝน ไฟดับ ตอนเริ่มตั้งขบวนแห่ แต่คนมาช่วยงานก็เหมือนทีมฟุตบอลที่เล่นกันเป็นทีม ทำให้เกิดริ้วขบวนที่แสนจะสวยงาม นับเป็นวันที่รวมคนทั้งชุมชนทั้งคนในพื้นที่และลูกหลานจากไปไกลให้กลับมา ร่วมกันเดิน เดินกันเอง ชมกันเอง มีความสุขกันเอง อิ่มบุญกันเองถ้วนหน้า


ฉัน ยังได้เห็นหนุ่มสาวแต่งชุดไทยใหญ่มาอยู่ประจำซุ้มส่างลองตลอดเวลา ชายหนุ่มจะถูกเรียกว่าพ่อส้าน ทำหน้าที่พาส่างลองไปอาบน้ำเข้าห้องน้ำ และให้ขี่คอไปไหนมาไหน ส่วนหญิงสาวก็จะถูกเรียกว่าแม่ส้าน ทำหน้าที่คอยดูแลแต่งตัว แต่งหน้า หาอาหารให้ส่างลอง โดยพ่อแม่จริงของส่างลองจะทำพิธีมอบส่างลองให้พ่อส้านแม่ส้านดูแลเสมือนพ่อ แม่ระหว่างการอยู่ในสถานะส่างลอง ในฐานะนักมานุษยวิทยา ฉันก็พอจะตีความได้ว่า ประเพณีนี้น่าจะมีบทบาทหน้าที่ในการหาเวทีให้หนุ่มสาวได้มาพบกัน และเป็นการเตรียมพร้อมฝึกฝนความรับผิดชอบในการมีครอบครัวและดูแลลูก พอฉันเล่าสิ่งที่ฉันคิดให้กับนวลฟัง นวลสนับสนุนสิ่งที่ฉันคิดทันที พร้อมบอกว่า "ของนวลก็มีคู่หนึ่ง"

สืบสานวัฒนธรรม อาหาร เสื้อผ้าและจิตวิญญาณ


ฉัน นั่งชมงานดูโน่นดูนี่ด้วยความรื่นรมย์ ด้วยความที่ชอบชุดไทยใหญ่(ซึ่งตอนนี้ฉันเองก็มีอยู่หลายชุด แม้บางคนจะบอกว่า เวลาที่ฉันใส่แล้วมันทำให้พวกเขาคิดถึงข้าวต้มมัด แต่ฉันก็ยังชอบอยู่ดี) ฉันชอบกิริยาอาการของคนตรงหน้าที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันและเสียงหัวเราะ  ชมงานไป กินไป และเมื่อฉันหยิบขนมขบเคี้ยวชิ้นหนึ่งขึ้นมากิน ซึ่งหน้าตาเหมือนข้าวแต๋นที่เคยกินแต่รสชาติไม่คล้ายเท่าใดนัก จึงถามแม่ของนวลดูว่ามันคืออะไร แม่บอกว่า "ข้าวแต๋น" เช่นกัน และฉันยังได้รู้ว่าข้าวแต๋นของไทยใหญ่ที่กำลังกินอยู่นี้ ทำยากเย็นยิ่งนัก ในคนไทยใหญ่ร้อยคนจะมีสักสองคนที่ทำเป็น โดยจะนำข้าวเปลือกไปแช่น้ำทิ้งไว้ แล้วนำขึ้นมาใส่ตะแกรงพักให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นนำไปนึ่ง แล้วเอาไปตากให้แห้งพอดีๆ ก่อนจะเอาไปคั่วทราย จากนั้นตำเอาเปลือกออก แล้วถึงนำมาคลุกน้ำอ้อย แค่เห็นวิธีทำฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมคนไทยใหญ่ช่างทำอะไรกินยากเย็นจัง แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าปัจจุบันได้มีกระบวนการ "โอไรซิเนชั่น" ให้กับข้าวเพื่อทำให้ข้าวเปลือกพร้อมเต็มที่ที่จะงอกโดยนำไปแช่น้ำแล้วนำไป ให้ความร้อนเพื่อหยุดกระบวนการงอก ซึ่งพบว่าทำให้สาร "กาบา(GABA)"เพิ่มขึ้น สารกาบาเป็นสารชีวเคมีที่มีบทบาทสำคัญในการส่งสัญญาณประสาทให้สมดุลเป็นปกติ ทำให้คลายความวิตกกังวล คลายเครียด นอกเหนือไปจากวิตามิน เกลือแร่ อันเป็นสารอาหารอันมากมายร่ำรวยที่มีอยู่เดิมแล้วในข้าวกล้องทั่วไป ได้เข้าใจชัดๆ ตรงนี้ ยิ่งทำให้เห็นถึงกระบวนการทำข้าวแต๋นนี้ว่าลึกซึ้งและแสนจะ "ฉลาดจริงนะคนไทยใหญ่"


นอกจากการได้ชิมข้าวแต๋นแล้วยังมีอาหาร ว่างเป็นออเดิฟธัญพืชไสตล์ไทยใหญ่ ซึ่งมีถั่วหลายๆ แบบอยู่รอบๆ มีขิงดองและมีเมี่ยง(ชา)อยู่ตรงกลาง นวลบอกว่าการปลูกเมี่ยงเป็นความชำนาญอย่างยิ่งของคนไทยใหญ่ แต่ว่ารสชาติของเมี่ยงอันไม่อาจเคยชินได้ง่ายๆ ทำให้การคิดจะศึกษาความชำนาญด้านเมี่ยงของไทยใหญ่ ถือเป็นรายการท้ายๆที่ฉันอยากทำ


    
สายธารความเป็นไทยใหญ่มิใช่เพียงพิธีกรรม


ฉัน ได้มีโอกาสคุยกับ"เฮือน" พี่สาวของนวล ถึงภาพทั่วๆไปของงานพิธีนี้ เฮือนเล่าว่า ปีนี้คนกลับมากันน้อย ด้วยเหคุผลด้านเศรษฐกิจ เพราะปีนี้คนเปียงหลวงต้องเทียวขึ้นล่องหลายรอบเพื่อติดต่อเรื่องบัตร ประชาชน เงินทองก็ร่อยหรอ ทำให้บางคนไม่สามารถกลับมาได้  เฮือนยังเล่าต่อว่าข้าวของแพงขึ้นมาก คนที่จัดงานต้องแบกรับเกือบทั้งหมด ทางจังหวัดก็อยากให้จัดต่อเนื่องเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว (แต่มีงบประมาณมาช่วยน้อยมาก) ซึ่งจริงๆ แล้วนักท่องเที่ยวก็มาไม่มากนัก มีแต่คนในชุมชนเป็นส่วนใหญ่ ที่มาร่วมงาน ฉันนึกในใจว่า ก็ดีแล้วเพราะพิธีนี้คือหัวใจของชุมชน รวมเอาศรัทธาและสายสัมพันธ์ของทั้งคนจัดงานและผู้มาร่วมงานไว้อย่างแนบแน่น ไม่ใช่การจัดฉากเพื่อให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูป


ฉันคิดต่อไปว่า แล้วงานอย่างนี้จะมีต่อไปได้ไหมหนอในสภาวะเศรษฐกิจข้างหน้า เพราะค่าใช้จ่ายสูงมากๆ ของการก่อสร้างซุ้ม การเลี้ยงดูทั้งวันทั้งคืน การตั้งเวทีการแสดงต่างๆ  จะทำให้คนไทยใหญ่เปียงหลวงสามารถรักษาประเพณีนี้ต่อได้อย่างไร ในขณะที่ความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินที่อยู่อาศัยในปัจจุบันไม่ได้ร่ำรวย สมบูรณ์เหมือนดังผืนดินรัฐฉานของพวกเขาที่เคยอยู่อาศัยในอดีต แต่เมื่อฉันได้เห็น "ส่างลอง" ขี่คอพ่อ ซึ่งพากันแห่ไปรอบศาลา แววตาของพ่อเปี่ยมไปด้วยความตื้นตัน สายตาของพ่อที่สื่อสารกับลูกชายซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นเณรน้อยเหมือนกับที่ พ่อเคยได้เป็น นั่นก็ทำให้ฉันเชื่อมั่นว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะจัดงานพิธีได้ยาวนานกี่วันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ


เพราะสิ่งสำคัญอยู่ตรงที่งาน "ปอยส่างลอง" ได้รวบรวมสายธารของความเป็นไทยใหญ่มิใช่เพียงพิธีกรรม

โรงเรียนบ้านแม่สุรินน้อย

Posted on 4 October 2008 at 8:01
หลังจากท่องจำ ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก เสร็จ ตามด้วยการนับเลขหนึ่งถึงร้อย แม้สำเนียงยังตกตัวสะกดอยู่บ้าง แต่ก็เป็นไปอย่างแคล่วคล่อง


เสียงใสๆ ในยามเช้า เจื้อยแจ้วอยู่ท่ามกลางดอยสูงและสายหมอกละมุน

เจ้าของเสียงเป็นเด็กนักเรียนตัวกระจ้อยร่อยของบ้านแม่สุรินน้อย ตำบลแม่อูคอ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน

แม่สุรินน้อย เป็นหย่อมบ้านขนาดเพียง 17 ครอบครัว ชาวบ้านทั้งหมดเป็นชาวกะเหรี่ยง หรือปกากะญอ

หย่อม บ้านแห่งนี้อยู่ห่างจากตัวอำเภอกว่า 40 กิโลเมตร ถ้าเป็นระยะทางพื้นราบก็อาจดูไม่ไกลนัก แต่เส้นทางการเดินทางเข้าไปยังบ้านแม่สุรินน้อยค่อนข้างลำบาก เนื่องจากสภาพป่าเขาและเส้นทางดินลูกรัง โดยเฉพาะหน้าฝน การสัญจรด้วยรถยนต์แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะนอกจากถนนเลาะไหล่เขาที่สูงชันและลื่นไถลแล้ว บางช่วงบางตอนอาจเจอดินถล่มหรือต้นไม้ล้มขวางถนน

ผมติดตามครู โรงเรียนเขตพื้นที่การศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 และเจ้าหน้าที่ของยูนิเซฟ ลงพื้นที่โรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งเป็นรูปแบบบริหารพิเศษ ซึ่งแก้ปัญหาถิ่นที่อยู่ห่างไกลและมีนักเรียนไม่มากซึ่งตามหลักเกณฑ์ของทาง การ ไม่สามารถจัดตั้งเป็นโรงเรียนได้

หลังจากการสำรวจเด็กนักเรียน และนำเข้าสู่โรงเรียน 40 แห่ง ที่กระจายตัวอยู่ทั่วพื้นที่เขตการศึกษา 1 ใน 4 อำเภอ คือ เมือง ขุนยวม ปาย และปางมะผ้า แต่ยังมีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องจัดการศึกษาในรูปแบบพิเศษให้ เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ป่าเขาห่างไกล

โรงเรียนบ้านแม่สุรินน้อย



" เราต้องเอาการศึกษาไปหาพวกเขาถึงที่ ทำเหมือนหน่วยเฉพาะกิจ จัดเป็นห้องเรียน โดยมีส่วนกลางเป็นฝ่ายธุรการให้" สุรพันธ์ สืบฟัก รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 อธิบายถึงที่มา

การ จัดรูปแบบการศึกษาลักษณะนี้มีด้วยกัน 17 หย่อมบ้าน ซึ่งบ้านแม่สุรินน้อยเป็นหนึ่งในจำนวนนี้โดยมีองค์กรยูนิเซฟให้การสนับสนุน ด้านงบประมาณ

"เราใช้ชื่อว่าโรงเรียนเขตพื้นที่การศึกษา" เขาบอกชื่อที่ฟังแล้วดูเป็นทางการมาก และยอมรับว่ายังหาชื่อที่เหมาะสมไม่ได้ บางคนเรียกว่าโรงเรียนชนเผ่า โดยทั้ง 17 แห่งมีนักเรียนอยู่ราว 455 คน แต่เพิ่มขึ้นทุกปี

แรกที เดียวทีมนักการศึกษาแม่ฮ่องสอน ตั้งใจพาเราไปที่หย่อมบ้านใหม่ห้วยหวาย ซึ่งแม้อยู่ในเขตอำเภอเมือง แต่เส้นทางกลับยิ่งยากลำบากเพราะฝนพึ่งตก แม้ใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อ แถมใส่โซ่พันล้อรถด้วย ก็ยังต้องเผชิญความเสี่ยงอยู่มาก

เราเดินทางกันตั้งแต่บ่ายจนเย็นย่ำ ท่ามกลางฝนพรำๆ ตลอดทาง บางช่วงต้องลงรถเพื่อให้น้ำหนักพอดีกับการขึ้นเนินสูงที่ลื่นไถล แต่เหลือระยะทางอีกพอสมควร และไม่รู้ว่าเส้นทางข้างหน้าวิบากอีกแค่ไหน ในที่สุดเป้าหมายจึงเบนมาค้างคืนที่บ้านแม่สุรินน้อยแทน

ค่ำคืนอันสงบเงียบในหมู่บ้านเล็กๆ ที่โอบล้อมด้วยดอยสูง และเช้าอันปลอดโปร่งด้วยสีเขียวครึ้มของผืนป่าสลับกับสีขาวของสายหมอก

นักเรียนปกากะญอตัวน้อย



ความลำบากกับความสุขอาจอยู่บนเส้นทางเดียวกันก็ได้

พอจบการท่องจำ ครูสาวหยิบป้ายกระดาษแผ่นใหญ่ที่เขียนคำต่างๆ เป็นภาษาไทย แต่กำกับด้วยภาษาปกากะญอตัวเล็กๆ ไว้ด้านล่าง

"นี่อ่านว่าอะไร" ครูสาวเริ่มต้นสอนการอ่าน

"มะมั่ว" เด็กๆ ทำตัวสะกดหายเช่นเคย

"ไหน...ลองออกเสียงใหม่ซิ มะ-ม่วง" เธอเน้นคำว่าม่วงที่สะกดด้วย ง.งู ให้เด็กๆ อ่านซ้ำอยู่ 2-3 รอบก่อนยกป้ายแผ่นใหม่

ความ หลากหลายชาติพันธุ์ในแม่ฮ่องสอน เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งของการเรียนการสอน เพราะชาวบ้านพูดแต่ภาษาถิ่นของตัวเอง เมื่อครูจากภายนอกเข้าไปจึงมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร

ชาวบ้านส่วนใหญ่ของจังหวัดเป็นชาวไทใหญ่และกะเหรี่ยง แต่ยังมีลีซอ มูเซอ และกลุ่มอื่นๆ ประปรายอยู่ตามหุบเขาต่างๆ

โครงการโรงเรียนชนเผ่าหาทางออกด้วยการว่าจ้างคนในชุมชนที่พูดภาษาไทยได้มาเป็นครูสอนด้วย

ห้อง เรียนบ้านแม่สุรินน้อยโชคดีที่ครูสาวของสำนักงานเขตพื้นที่ฯเป็นคนท้องถิ่น ชาวปกากะญออยู่แล้ว จึงไม่ต้องจ้างครูชนเผ่าเพิ่ม นอกจากเธอแล้วยังมีครูของสำนักงานการศึกษานอกโรงเรียน หรือ กศน. และครูที่องค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต.เป็นผู้ว่าจ้าง

เด็กนัก เรียนบ้านแม่สุรินน้อยมีอยู่เพียง 25 คน โดยครูทั้ง 3 คน แบ่งหน้าที่กันทำ โดยครูของสำนักงานเขตพื้นที่ฯสอนตั้งแต่ ป.1-ป.6 ส่วนครูของ อบต.สอนเด็กอนุบาล ขณะที่ครูของ กศน.สอนชาวบ้านทั่วไป

"ต้องใช้ภาษา ถิ่นเข้าช่วย เพราะพวกเขายังไม่ค่อยเข้าใจ" ครูสาวของ อบต.เล่าถึงวิธีการสอนเด็กอนุบาล เธอต้องใช้สารพัดวิธีเพื่อให้เด็กๆ เรียนรู้ภาษาไทย ก่อนที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษาภาคปกติ "ตอนเล่านิทานต้องใช้ภาษาถิ่นสลับกับภาษาไทย"

เธอเป็นชาวปกากะ ญอบ้านอยู่ในตัวอำเภอขุนยวม ดังนั้นวิถีชีวิตท่ามกลางขุนเขา พอตกค่ำก็ปิดบ้านนอนจึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องปรับตัวสำหรับเธอ

" อาทิตย์หนึ่งกลับบ้านสักครั้ง ขี่มอเตอร์ไซค์ไปกับเพื่อนครูนี่แหละ" เพื่อนครูที่เธอพูดถึงคือครูสาวของสำนักงานเขตพื้นที่ฯ ซึ่งทั้งคู่อยู่บ้านพักครูหลังเดียวกัน

"บางคนมือขวาหรือมือซ้าย เขายังไม่รู้เลย" เธออมยิ้มเมื่อพูดถึงศิษย์ตัวน้อย แม้การสอนเด็กอนุบาลจะเหมือนการจับปูใส่กระด้ง แต่เธอก็สนุกกับการทำหน้าที่ให้พี่น้องร่วมชนชาติได้เรียนรู้

ภาพของหน้าตามอมแมม ดวงตาใสๆ แต่งชุดหลากหลายตามมีตามเกิด กำลังใจจดใจจ่ออยู่กับสิ่งที่ครูสอนสั่ง หาดูไม่ได้ง่ายนักสำหรับคนเมือง

แต่ทำไมระบบการศึกษาไทยถึงต้องกระจุกตัวอยู่แต่ในเมืองก็ไม่รู้

หมายเหตุ - แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสนอแนะถึงผู้เขียนได้ที่

หน้า 8

 

มติชน วันที่ 03 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11103

สุภาษิต ประจำวัน

Posted on 4 October 2008 at 7:50

จะครบร้อยได้ 
ต้องเริ่มต้นตั้งแต่หนึ่ง

 

สุภาษิต มอญ มีความหมายว่า เป็นการสอนให้เรารู้จักวางแผน โดยจะทำการใดๆต้องรู้จัก คิดก่อนทำ ไม่ใช่เอาแต่คิดแล้วไม่ทำ ต้องมีจุดเริ่มทำและต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ทำแบบก้าวกระโดด

ลูกเป็ด พึ่งหัดว่ายน้ำ (เื่รื่องสั้น)

Posted on 4 October 2008 at 7:47
เรื่องสัน : ลูกเป็ดเพิ่งหัดว่ายน้ำ
จากเรื่อง เบกะเล เยกู เหน่บ่าบี่ โดย หล่ายน้านส่วย แปลโดย Numripan   

ใน วันที่แดดร้อนเปรี้ยงปร้าง ไอร้อนจากเปลวแดดแผดเผายางมะตอยบนถนนจนแทบจะหลอมละลาย ทำเอารองเท้าของฉันติดหนึบกับยางมะตอยเหนียวหนืดทุกครั้งที่ก้าวเดิน รถราวิ่งผ่านหน้าฉันไปมา คนที่นั่งอยู่ในรถคงไม่รู้หรอกว่า อากาศข้างนอกนั้นร้อนอบอ้าวเพียงไร พวกเขายิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างมีความสุข ในเวลานี้ คงจะมีแต่ฉันคนเดียวที่ไม่มีอารมณ์จะยิ้มเหมือนพวกคนที่อยู่ในรถที่กำลัง แล่นผ่านฉันไปอย่างช้า ๆ


แม้อากาศภายนอก จะร้อนสักแค่ไหน แต่ความร้อนจากข้างในใจฉันร้อนกว่าหลายเท่า เพราะวันนี้ฉันขายของยังไม่ได้เงินสักจั๊ตเดียว แม้จะ ตระเวนไปขายทั่วจิมินไต อาโลง เมนีกง ลาย กะบาเอ้ ยานกิน โดโป่ง ตาแกต๊ะ มาแล้วก็เถอะ แต่ก็ดูเหมือนว่าไม่ได้มีแต่ฉันเท่านั้นที่ขายของไม่ออก พ่อค้าแม่ค้าคนอื่น ๆ ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่



งานประจำของฉันก็คือรับยาจากร้านขายยาไปเร่ขาย ถึงจะไม่ใช่ของหนีภาษีจากชายแดนโดยตรง แต่ฉันยอมรับว่าสินค้าของฉันเชื่อมโยงกับพ่อค้าตลาดมืดอย่างไม่อาจหลีก เลี่ยงได้ งานที่ทำอยู่ทุกวันนี้แม้ฉันจะไม่อยากจะทำเลย แต่เพื่อให้ลูกได้กินอยู่อย่างสบายและได้เรียนหนังสือ ฉันจึงต้องอดทนทำต่อไปเรื่อย ๆ 


ฉันเฝ้าถามตัวเองอยู่บ่อย ครั้งว่างานที่ทำอยู่ทุกวันนี้สุจริตจริงหรือไม่ และทุกครั้งที่เกิดคำถามนี้ขึ้นมา ฉันก็มักนึกถึงเรื่องสั้นที่อาจารย์เมียะตานติ้นเขียนเอาไว้เกี่ยวกับการ ทุจริตหรือการทำงานที่ไม่ดี แต่จะทำยังไงได้ล่ะ ในเมื่อฉันมีลูกตั้ง 5 คนที่จะต้องเลี้ยงดู ระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา สุขภาพของสามีก็เริ่มไม่ค่อยแข็งแรงเหมือนแต่ก่อน เขาป่วยเป็นวัณโรคและต้องไปหาหมออยู่บ่อยครั้ง เมื่อก่อนนั้นเขามีอาชีพเป็นนักเขียน แต่พอมีปัญหาเรื่องสุขภาพจึงเขียนหนังสือได้น้อยลง และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันต้องออกมาทำงานแทนสามี 


"จะทำงาน อะไรดีนะ"  ฉันถามตัวเองเมื่อครั้งที่สามีเริ่มป่วยหนักขึ้น เพราะขนาดคนที่เรียนจบยังไม่มีงานทำเลย แล้วคนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยยังไม่ผ่านอย่างฉัน จะหางานที่มีเงินเดือนประจำนั้น ไม่กล้าที่คิดด้วยซ้ำไป แต่ถ้าให้ไปขายของก็ยิ่งไม่กล้าไปใหญ่ ฉันหวนนึกถึงความคิดในตอนนั้น 


และ แล้ว ภาพชีวิตในช่วงวัยเด็กตอนอยู่กับตายายได้หวนกลับเข้ามาในความคิดอีกครั้ง  แม้เราจะไม่ใช่คนร่ำรวยนัก แต่ก็ถือได้ว่าปู่ย่าตายายของฉันทั้งหมดมีฐานะพอสมควรเพราะเรามีที่ดินทำกิน ฉันเป็นหลานคนแรก ตากับยายจึงรักฉันมากและรับเอาฉันมาเลี้ยง ตากับยายรักฉันมากถึงขนาดที่ว่าไม่ให้ไปเล่นข้างนอกกับเด็กคนอื่นๆ เพราะกลัวว่าจะติดนิสัยไม่ดี จากคนอื่นมา ฉันจึงต้องเล่นอยู่แต่ในบ้านมาตลอด


พอโตขึ้นและถึงเวลาที่จะ ต้องเข้าโรงเรียน พวกเขาก็พาฉันไปส่งที่โรงเรียนทุกวัน ถ้าวันไหนพวกเขาไม่ว่าง คนรับใช้ในบ้านก็จะมารับฉันก่อนโรงเรียนเลิก กิจวัตรประจำวันจึงเป็นอย่างนี้มาตลอด ในชีวิตฉันนอกจากพ่อแม่ปู่ย่าตายายแล้ว ก็แทบไม่ได้ติดต่อพบปะกับใครอีกเลย


ชีวิตของฉันจึงอยู่แต่ในบ้าน อยู่แต่ในโลกแคบ ๆ ไม่เคยรู้เรื่องราวชีวิตข้างนอกนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ฉันเคยสอบเข้ามหาวิทยาลัย 2 ครั้ง แต่ก็สอบไม่ผ่าน ฉันคิดว่าเป็นเพราะฉันมีโลกที่แคบ ไม่มีเพื่อน ไม่สามารถปรึกษา
กับใคร ได้ นั่นจึงทำให้ฉันสอบไม่ผ่าน และสมัยนั้นโรงเรียนสอนพิเศษมีแค่แห่งเดียว แม้จะเคยไปเรียนพิเศษอยู่บ้าง แต่ก็เรียนได้แค่ 3 เดือน หลังจากนั้นทางบ้านก็ให้ฉันหยุดเรียนพิเศษด้วยเหตุผลที่ว่า ในห้องเรียนมีแต่ผู้ชายล้วนๆ  ต่อมาอีกไม่นานฉันก็ออกจากโรงเรียนเพราะสอบเข้ามหาลัยไม่ได้ ฉันจึงอยู่แต่บ้านและอ่านหนังสือเป็นประจำ


เมื่อ พ.ศ. 2502 ฉันตัดสินใจสมัครเป็นครูในโรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งไม่ไกลจากบ้านมากนัก ซึ่งคุณตาและคุณยายก็ อนุญาต ประกอบกับเวลานั้นลุงของฉันเป็น ส.ส.ในจังหวัดที่ฉันอยู่ ซึ่งฉันไม่แน่ใจว่าการที่ฉันได้เป็นครูอย่างง่ายดายนั้น เป็นเพราะลุงของฉันเป็นส.ส.หรือเปล่า ช่วงที่ฉันมาเป็นครูก็ไม่แตกต่างจากตอนเรียนหนังสือเท่าไหร่ กิจวัตรประจำวันก็คือออกจากบ้านไปโรงเรียนแล้วก็กลับบ้าน เป็นอยู่อย่างนั้นหลายปี แต่สิ่งหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมาก็คือความอดทนและการมีน้ำใจต่อลูกศิษย์และอยากจะ ให้ลูกศิษย์ทุกคนเรียนหนังสือให้เก่ง นั่นเป็นเพราะว่าฉันไม่อยากให้ลูกศิษย์เรียนไม่จบอย่างฉัน


ในตอน นั้น ลูกศิษย์บางคนไม่มีแม้แต่เงินสำหรับซื้อสมุดดินสอ ฉันจึงนำเงินเดือน ที่ได้เพียงน้อยนิดช่วยเหลือพวกเขา บางครั้ง ฉันมีโอกาสได้คุยกับผู้ปกครองของเด็ก และครูในโรงเรียน ทำให้ฉันได้เรียนรู้เรื่องราวของคนรอบข้างมากขึ้น

และแล้วเมื่อปี  พ.ศ. 2507 ฉันลาออกจากครูและแต่งงานกับนักเขียนคนหนึ่ง ถึงแม้แม่กับยายและญาติทุกคนจะไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจครั้งนั้น 

"ถ้าเธอแต่งงานกับนักเขียน เตรียมตัว บีบท้องตัวเองทนรับความหิวโหยได้เลย"

คำพูดวันนั้นยังคงแล่นอยู่ในสมองของฉันจนถึงทุกวันนี้ พวกเขาคิดว่าการที่ฉันแต่งงานกับนักเขียนอาจต้องอดมื้อ
กิน มื้อแน่ๆ แต่ช่วงที่เราอยู่ด้วยกันใหม่ๆ สามีฉันยังคงมีชื่อเสียงในวงการนักเขียน ครอบครัวเราจึงไม่ลำบากมากนัก เพราะเขียนหนังสือสักเหนึ่งเล่มก็ได้เงินประมาณพันกว่าจั๊ตแล้ว เดือนหนึ่งก็ได้ซักสองเล่ม นอกจากนั้นเขายังเขียนเรื่องสั้นด้วย และในตอนนั้นค่าครองชีพก็ไม่สูงอย่างทุกวันนี้  พวกเราจึงไม่ได้ขัดสนและฉันเองก็มีความสุข ที่ได้อยู่กับเขา และหลังจากแต่งงาน ฉันก็ได้เรียนรู้เรื่องคนรอบข้างและการใช้ชีวิตมากขึ้นจากสังคมนักเขียน
แต่ ด้วยความที่ชีวิตในวัยเด็กไม่เคยทำงาน หลังแต่งงานฉันจึงทำอะไรไม่เป็นซักอย่าง สามีของฉันต้องสอนให้ฉันทุกอย่าง ฉันเพิ่งเริ่มทำกับข้าวเป็นหลังจากคลอดลูกคนแรก สามีมักจะบอกกับฉันว่า

"เธอเป็นลูกเป็ดที่เกิดบนเขา" โดยเขาได้อธิบายให้ฟังว่า
"ลูกเป็ดควรจะอยู่ในน้ำ ไม่ควรที่จะอยู่บนภูเขา ถ้าลูกเป็ดอยู่บนภูเขาโดยไม่มีน้ำลูกเป็ดก็จะว่ายน้ำไม่เป็น"

ดังนั้นชีวิตฉันจึงเหมือนกับลูกเป็ดที่ว่ายน้ำไม่เป็น เขาบอกกับฉันอย่างนั้น


ปี พ.ศ.2520 สามีฉันสุขภาพเริ่มทรุดหนักและไปหาหมอบ่อยครั้งจนเขียนหนังสือไม่ไหว เมื่อรายได้จากการเขียนหนังสือไม่มี ครอบครัวจึงเริ่มขัดสน ฉันจึงต้องหารายได้เข้าครอบครัว ถึงฉันจะไม่กล้าแม้แต่จะขายของ แต่ก็ไม่มีทางเลือกมากนัก ต่อมาจึงได้ไปขายผักสดตามที่คนข้างบ้านที่ขายผักสดเหมือนกันแนะนำ ฉันไม่เคยคิดเลยว่า ในชีวิตจะต้องมาขายของเหมือนคนอื่น บางครั้งฉันต้องพาลูกสาวคนโตไปช่วยขายของ ขณะที่ลูกสาวคนที่ 2 จะอยู่ดูแลน้องๆ ในบ้าน ตอนที่ฉันขายของวันแรก น้ำตาฉันไหลเพราะไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน ใครจะรู้บ้างว่า อาชีพที่ทำงานเหน็ดเหนื่อยแต่รายได้น้อยอย่างแม่ค้านั้นแสนลำบากนัก บางครั้งก็ต้องหางานอื่นทำในช่วงที่ผักผลไม้ขาดตลาด



อยู่ มาวันหนึ่งเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นแม่ค้าได้แนะนำให้รับยาจากร้านขายยามาเร่ขาย ในตอนนั้นฉันก็ยังไม่กล้า แต่เพื่อลูก ๆ ฉันจึงตัดสินใจยึดอาชีพขายยาและตระเวนขายในกรุงย่างกุ้ง จากที่เมื่อก่อนไม่เคยไปไหน ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า ต้องตระเวนไปทุกซอกทุกมุมของย่างกุ้ง ในวันที่ขายดีก็จะได้กำไรประมาณ 40 จั๊ตต่อวัน ส่วนบางวันที่ขายไม่ได้เลยก็ต้องควักกระเป๋าเป็นค่ารถเมล์และค่าอาหาร ดังนั้นอาชีพเร่ขายยาจึงเหนื่อยกว่าขายผักสดที่ตลาดอย่างไม่ต้องสงสัย
 พอ ฟ้าสางฉันก็เริ่มออกจากบ้านไปทำงาน และกลับมาถึงบ้านประมาณหนึ่งถึงสองทุ่ม แม้จะไม่ชอบงานที่ทำอยู่ แต่ฉันเห็นเมียของข้าราชการหลายคนก็ยังออกมาเร่ขายของเหมือนฉัน  ฉันจึงบอกกับตัวเองว่า ทำไมฉันจะต้องยอมแพ้ด้วย เพราะขนาดครอบครัวของข้าราชการยังต้องมาทำงานอย่างนี้  แสดงว่าพวกเขาก็คงขัดสนไม่แพ้กัน ก็รู้ ๆ กันอยู่ว่าข้าราชการเงินเดือนน้อย นั่นจึงเป็นสิ่งที่ฉันให้กำลังใจตัวเองทุกครั้งที่ท้อแท้



วันนี้ มียาไม่มาก ฉันจึงได้กลับบ้านเร็วกว่าปกติ ระหว่างทางตั้งใจจะแวะซื้อยาให้สามีตามที่หมอสั่ง ปีนี้เขาทรุดลงไปมาก ฉันดูแลสามีและหารายได้เข้าครอบครัวคนเดียวไม่ไหวจึงเปลี่ยนกับลูกสาวคนโต ที่แต่งงานไปแล้ว มาช่วยดูแลสามีแทนฉัน แม้ฉันอยากจะทำหน้าที่เป็นภรรยาที่ดีดูแลเขาทุกวัน แต่ก็ไม่สามารถทำอย่างนั้นได้


ในขณะที่เดินไปตลาดเพื่อแวะซื้อ ยาให้สามี ในสมองพลันนึกไปถึงเรื่องเมื่อวันก่อนที่เจอกับเพื่อนของสามี เธอไต่ถามถึงสุขภาพของสามีฉันและให้เงินฉันมา 100 จั๊ตเป็นค่ายา สังคมนักเขียนของสามีนั้นแตกต่างจากสังคมชีวิตรอบครัวของฉันอย่างสิ้นเชิง เพราะอย่างน้อยพวกเขายังไถ่ถามทุกข์สุขและช่วยเหลือกัน แตกต่างจากฉันลิบลับ ญาติมิตรไม่เคยหยิบยื่นความช่วยเหลือมาให้ซักครั้ง ฉันรู้สึกเจ็บอยู่ในใจพร้อมกับเร่งฝีเท้าให้ถึงบ้านเร็วขึ้น


ทันใดนั้น เสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นมาอยู่ข้างหลังของฉัน

"ครู"

ฉัน แน่ใจว่ามันดังมาจากด้านหลัง ในขณะที่ร่างกายสั่นไหวไปทั้งตัว 20 ปีแล้วที่ไม่ได้ยินคำ ๆ นี้ แต่ในย่างกุ้ง คงไม่มีใคร ที่จะมาเรียกฉันว่าครูหรอก บางทีฉันอาจจะหูฝาดไปเองก็ได้ แต่ก็ตัดสินใจหันกลับไปตามเสียงร้องเรียกนั้น จึงได้เห็นชายหนุ่ม ผิวขาว รูปร่างสูงใหญ่ แต่งกายเรียบร้อย เขากำลังมองมาที่ฉันพร้อมกับส่งยิ้มให้ แล้วเขาก็เอ่ยขึ้นมาว่า 

"ผมนึกแล้วว่าต้องเป็นครูแน่ ๆ ครูจำผมไม่ได้แล้วหรือครับ ผมหม่องวินมิ่นไงครับ"

อ้อ ฉันบอกกับตัวเองในใจ เด็กชายหม่องวินมิ่น ลูกศิษย์ของฉันตอนที่ฉันเป็นครูนั้นเอง จึงตอบกลับไปว่า

 "จำได้แล้วจ้า เธอสูงขึ้นมากและหน้าตาก็ไม่เหมือนตอนเด็กแล้วนี่นา" 

ฉันพูดออกไปด้วยความตื่นเต้น หม่องวินมิ่นก็หัวเราะออกมาเสียงดังพร้อมตอบว่า
"ก็ผมกับครูไม่ได้เจอกันตั้ง 20 ปีแล้วนี่ครับ"


ใช่สิ ฉันออกมาจากบ้านเกิดตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ลูกสาวคนโตของฉันตอนนี้ ก็มีลูก 2 คนเข้าไปแล้ว ฉันคิดอยู่ในใจคนเดียว

"ครูครับ ไปหาอะไรเย็น ๆ ดื่มกันเถอะ ผมขอเป็นเจ้ามือเองครับ" หม่องวินมิ่นพาฉันไปที่ร้านใกล้ๆและสั่งเครื่องดื่ม 2 แก้ว


"ทำไมครูถึงปล่อยให้ตัวเองโทรม อย่างนี้ล่ะครับ"  เขาถามพลางมองหน้าฉัน ฉันจึงตอบไปว่า
"เพราะฉันอายุมากแล้วน่ะสิ แล้วเธอยังเรียนอยู่หรือเปล่า"

 

หม่องวินมิ่นตอบกลับมาพร้อมสีหน้าดีใจอยู่ไม่น้อยว่า  "ผมเรียนจบปีที่แล้วและกำลังจะเป็นหมอแล้วครับ"
ฉัน เองรู้สึกปลาบปลื้มใจไปกับเขาด้วย หม่องวินมิ่นเล่าเรื่องเพื่อนๆ หลายคน ที่เป็นลูกศิษย์ของฉันให้ฟังว่า พวกเขาหลายคนได้เรียนจบ มีงานทำ มีหน้ามีตาแทบทุกคน มีแต่ฉันคนเดียวที่ลำบากอย่างนี้  ฉันคิดอยู่ในใจ เราคุยกันไม่นานฉันจึงลาหม่องวินมิ่นกลับ แล้วเดินไปที่ตลาดอีกครั้ง

 - - - - - - - - - - - - - - - - -

เปลวแดดในหน้าร้อนนั้นช่างร้อนเหลือเกิน ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ฉันก็จะยืนหยัด สู้กับความร้อน ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เหมือนกัน

 

แม่น้ำสาละวิน

Posted on 4 October 2008 at 4:16
Image Hosted by !!!###$$$ 1h3R3 1m@g3H0st $$$###!!!

ดอกเอื้องแสด

Posted on 4 October 2008 at 3:52
Image Hosted by !!!###$$$ 1h3R3 1m@g3H0st $$$###!!!

ดอกกล้วยไม้

Posted on 4 October 2008 at 3:49
Image Hosted by !!!###$$$ 1h3R3 1m@g3H0st $$$###!!!

บ้านเสาหิน ดินแดนในหุบเขาสาละวิน

Posted on 4 October 2008 at 3:12


เส้นทางลัดเลาะไปตามลำห้วยแม่แงะ ที่ไหลจากเขตรอยต่อไทยกับพม่า ในต.เสาหิน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เป็นสายเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงชุมชน 26 กว่าหย่อมบ้าน ที่เรียงรายตามสองข้างลำห้วย

ลำห้วยเล็กๆ ที่คอยเติมปริมาณน้ำไม่ต่ำกว่า 20 ลำห้วย ก่อนลงสู่แม่น้ำสาละวิน ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำไร่ข้าว สวนพริก คนไม่มีสวน ไม่มีนาก็รับจ้างทั่วไป ตลอดการเดินทางตามลำห้วยจะเห็นฝายไม้ ที่ชาวบ้านร่วมแรงกันทำ เพื่อผันน้ำเข้านาเรียงกันเป็นชั้นๆ ขึ้นไปตามลำห้วย

ชาวบ้านบอกว่า ถ้านับฝายทั้งหมดทั้งห้วยแม่แงะ และห้วยสาขา มีไม่ต่ำกว่า 60 ฝาย มีลำเหมืองที่ขุดดินเป็นร่องส่งน้ำเข้านา มีตาแหลวปักไว้ตรงหัวฝายแทบทุกฝาย บ่งบอกถึงการขอบคุณผีป่า ผีน้ำ ที่ให้ความสมบูรณ์ในการดำรงชีวิต แสดงถึงภูมิปัญญาความเชื่อของชาวบ้านในการจัดการน้ำ

ลำห้วยสายเดียวแต่ต้องขับรถข้ามวกไปวกมา 30 กว่ารอบ หลังปิดสัมปทานป่าไม้ ถนน แม่น้ำ และผืนป่าสาละวินแห่งนี้ดูจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติของความเป็นป่าเขา ก่อนที่เคยพลุกพล่านด้วยพ่อค้า รถชักลากไม้

ปัจจุบันเหลือแต่ตอไม้สัก ซากรถลากไม้ไว้เป็นอุทธาหรณ์ และพื้นที่ป่าแห่งนี้ได้รับประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน มีเพียงพ่อค้าวัวควายจากในเมืองเข้าไปต้อนวัวควายที่ข้ามเขตแดนมาไปสู่โรง ฆ่าสัตว์

การเดินทางจากแม่สะเรียงไปบ้านเสาหิน ระยะทางร่วม 100 กิโลเมตร ใช้เวลาโดยรถยนต์ประมาณ 4 ช.ม.

ประชากรส่วนใหญ่ เป็นกะเหรี่ยง คนเมือง และไทยใหญ่ ความเป็นวิถีชนเผ่าของผู้คนในต.เสาหินยังคงเอกลักษณ์ ทั้งด้านการแต่งกาย ภาษาพูด ท่ามกลางป่าเขาได้อย่างงดงาม ตำนานอันยาวไกลดั่งการเดินทางของเสาหินที่ตั้งอยู่บนเส้นพรมแดนไทย-พม่า เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของคนทั้งสองแผ่นดิน

ผู้เฒ่าเล่าตำนานของเสาหินว่า "ผู้ก่อตั้งบ้านเสาหิน เป็นคนเผ่ากะเหรี่ยง และคนเมือง คนเมืองที่มาตั้งรกรากก่อนคือ พ่อเฒ่าแก้ว กับพ่อเฒ่าจันทร์ พ่อค้าวัวมาตั้งบ้านเรือนที่บ้านเสาหินปัจจุบัน ส่วนคนกะเหรี่ยง มี อะพือ (พ่อเฒ่า) เหย่อพอ กับ อะพี (แม่เฒ่า) หน่อชู และอะพือผาแล มาตั้งบ้านเรือนที่หย่อมบ้านใหม่อยู่ติดๆ กัน เรียกว่าบ้านเสาหิน เรียกตามเสาหินที่เกิดจากธรรมชาติ คล้ายๆ ดินที่ทรุดและเหลือเสาโด่ขึ้นมา 6 เสา

"ชาวบ้านเชื่อว่าแต่ก่อนเป็นบ้านคน แต่แผ่นดินทรุดคนตาย เหลือแต่เสา ทุกวันออกพรรษา จะได้ยินเสียงฆ้องเสียงกลองดังมาจากเสาหิน เสาหินห่างจากหมู่บ้านประมาณ 3 กิโล ก็ยังได้ยินอยู่ 1 ปีได้ยิน 1 ครั้ง เสาหินจึงเป็นที่เคารพสักการบูชา ของชาวบ้านมาตลอด"

ตามหลักความเชื่อที่สืบทอดกันมา เสาหินไม่ใช่ของแผ่นดินไหน แต่เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของคนทั้งสองแผ่นดิน

สาละวิน 2

Posted on 3 October 2008 at 9:30
บ้านโพซอ-เสาหิน เป็นหมู่บ้านของชาวกระเหรี่ยง ที่ตั้งอยู่ริมธารน้ำ มีสถานที่ตั้งเต็นท์พักแรม มีเจ้าหน้าที่คอยดูแล ระยะทางจาก Head Officeไปบ้านโพซอ ประมาณ 60 ก.ม. และบ้านเสาหินอีก 30 ก.ม. เส้นทางค่อนข้างลำบาก ยิ่งในหน้าฝนจะวิ่งได้เฉพาะ รถขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น บางช่วงต้องขับรถข้ามลำธาร ซึ่งก็เป็นประสบการณ์ และความสนุกสนานอีกรูปแบบหนึ่ง 

ท่องเที่ยว สาละวิน แม่ฮ่องสอน

Posted on 3 October 2008 at 9:16

อุทยาน แห่งชาติสาละวิน ตั้งอยู่ในจังหวัด แม่ฮ่องสอน  มีพื้นที 450,950 ไร่ หรือ 721.25 ตารางกิโลเมตร เดิมเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ชื่อ ป่าสาละวิน ซึ่งเป็นป่า ตามแนวชายแดนระหว่างประเทศไทย - ประเทศพม่า หลังจากที่รัฐยกเลิกสัมปทานทำไม้ ออกจากป่าธรรมชาติแล้ว รัฐบาลและทางราชการต้องการอนุรักษ์ป่าผืนนี้ไว้ใน รูปของอุทยานแห่งชาติ

มีอาณาเขตติดต่อกับ
ทิศเหนือ จด เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน ตำบลเสาหิน อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ทิศใต้ จด ทางหลวงหมายเลข 1194 (ห้วยโผ-แม่สามแลบ) ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ทิศต ะวันออก จด ป่าสงวนแห่งชาติป่าสาละวิน ตำบลแม่คง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ทิศตะวันตก จด แม่น้ำสาละวิน ตำบลแม่คง , ตำบลแม่ยวม อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ลักษณะภูมิประเทศ
ภูมิประเทศ เป็นเทือกเขาแนวยาวสลับซับซ้อนจากเหนือจดใต้ ความสูงจากระดับน้ำทะเลต่ำสุด 200 เมตร สูงสุด 1100 เมตร มีแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคได้แก่ แม่น้ำสาละวิน ห้วยแม่สะลาบ ห้วยแม่สะเกิบ ห้วยแม่ละมอง ห้วยวอก ห้วยบง ห้วยกองก๊าด ห้วยอีนวล ห้วยโผ ห้วยแม่แต๊ะ ห้วยแม่อมลอง ห้วยแม่สามบาก น้ำแม่แง น้ำแม่ก๋อน น้ำแม่กองคา น้ำแม่ปอ น้ำแม่เวน น้ำแม่สามแลบ และแม่น้ำยวม

สัตว์ป่า
อุทยานแห่งชาติสาละวิน มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมายหลายชนิด อาทิ นกพันธุ์ต่างๆ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก แมลงกว่า 50 ชนิด ปลา โดยเฉพาะนกยูง จัดว่าเป็นสัตว์ที่มีลักษณะเด่นมาก ในพื้นที่ และสัตว์ที่มีมาก ได้แก่ แมลงผีเสื้อและด้วงปีกแข็ง

 


Friends

- demo



Power By : BlogKa.com - Free Blog Hosting