การเดินทางของนายนักเที่ยว (บะแขว่น)

บันทึกคนเดินทาง ปอยส่างลองที่เปียงหลวง : กระบวนการฝังโปรแกรมแห่งพุทธะสู่สายเลือดไทยใหญ่

Posted on 4 October 2008 at 8:25
บันทึกคนเดินทาง ปอยส่างลองที่เปียงหลวง : กระบวนการฝังโปรแกรมแห่งพุทธะสู่สายเลือดไทยใหญ่
เรื่อง/ภาพ: ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร   
เปียงหลวง เมืองหลวงแห่งวัฒนธรรมไทยใหญ่


ฉัน ได้กลับไปบ้านเปียงหลวง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ อีกครั้งหนึ่ง หลังจากไปเยือนครั้งแรกเมื่อปีก่อนตามคำเชิญของอูกับนวล เพื่อนชาวไทยใหญ่ที่ติดต่อให้ไปร่วมงานบวชลูกแก้วหรืองานปอยส่างลองของลูก ชาย ประกอบกับฉันได้นัดหมายกับหมอยาไทยใหญ่ว่าเราจะไปเดินป่าที่เปียงหลวงในช่วง เวลาเดียวกันกับงานนี้ด้วย งาน"ปอยส่างลอง"ของเปียงหลวงปีนี้จัดขึ้นในวันที่ 21-25 เมษายน 2551 รวม 5 วัน 5 คืน ที่ต้องบอกว่าเป็น 5 วัน 5 คืนเพราะเขาจัดงานกัน 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว ซึ่งถือเป็นการจัดงานปอยส่างลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทยก็ว่าได้ เพราะที่นี่ใช้เวลานานกว่าที่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นวัดป่าเป้าในเชียงใหม่ หรือวัดต่างๆของแม่ฮ่องสอนซึ่งส่วนใหญ่จะจัดเพียง 3 วัน ฉันรู้มาว่าแต่เดิมในรัฐฉานสมัยก่อน บางครั้งเขาจัดงานปอยส่างลองติดต่อกันถึง 7 วันก็มี


คำว่า "ปอยส่างลอง" นั้นเป็นภาษาไทยใหญ่ "ปอย" หมายถึง งาน "ส่าง" หมายถึงสามเณร ส่วนคำว่า "ลอง" นั้นหมายถึง ตัวหนอน หรือ ดักแด้ ดังนั้นปอยส่างลองจึงหมายถึง "งานเตรียมตัวเป็นสามเณร" หรือพิธีบรรพชาสามเณรนั่นเอง


จากเอกสารของวัดป่าเป้าทำให้เรา ได้รู้ว่า งานปอยส่างลองเป็นประเพณีนำลูกชายมาบวชเณรเช่นเดียวกับกับชาวไทยกลุ่มอื่นๆ ที่นับถือพุทธศาสนาซึ่งทำพิธีทางประเพณีแตกต่างกันออกไป เทศกาลปอยส่างลองของไทยใหญ่จะเริ่มจัดกันในฤดูร้อน ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน เมื่อเด็กผู้ชายอายุครบ 15 ปีจะนำมาบรรพชาเป็นสามเณร (แต่ปัจจุบันเด็กอายุ 8-12 ปีก็นำมาบวชกันแล้ว)


น่า เสียดายอย่างมากที่ฉันไม่มีโอกาสร่วมงานนี้ตั้งแต่วันแรก เนื่องจากติดภารกิจการงาน ฉันจึงเพิ่งไปถึงเชียงใหม่ได้ในบ่ายวันที่ 24 เมษายน มี "หนุ่ม" ญาติของนวลพาเดินทางต่อไปยังเปียงหลวง ระหว่างทางก็ได้ทราบความเป็นมาของประเพณีปอยส่างลองจากหนุ่ม หนุ่มเป็นคนไทยใหญ่ของแท้คนหนึ่งที่มีโอกาสไปสร้างหลักปักฐานที่กรุงเทพ เขาพูดภาษาไทยได้ชัดเจนกว่าไทยใหญ่คนอื่นที่ฉันเคยรู้จัก หนุ่มเล่าว่าในวัยเด็กหนุ่มก็เคยเป็น "ส่างลอง" ที่วัดเปียงหลวงเหมือนกันกับเด็กชาย ชาวไทยใหญ่คนอื่นๆที่อยู่ที่นี่


หนุ่ม เล่าว่าความเป็นมาของส่างลองนั้นมีสองตำนาน ตำนานแรกเล่าว่า ประเพณีนี้สืบทอดการออกบวชของเจ้าชายสิทธัตถะที่ขี่ม้ากัณฑกะไปบวช อีกตำนานหนึ่งเล่าว่าสืบทอดมาจากการบวชนาคของพระราชโอรสของพระเจ้าอโศก มหาราช ส่วนตัวหนุ่มนั้นเชื่อในตำนานหลังมากกว่าเพราะส่างลองจะ แต่งองค์ทรงเครื่องเหมือนเจ้าชาย ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชอนุญาตให้พระราชโอรสทรงเครื่องทรงของเจ้าชายขณะที่ เดินทางไปบรรพชา ส่วนเจ้าชายสิทธัตถะ  ตอนที่ขี่ม้ากัณฑกะออกไปนั้น พระองค์ท่านไปแบบสามัญชน


คณะของฉันไปถึงเปียงหลวงราวๆ 4 ทุ่ม งานจัดที่โรงเรียนเปียงหลวง ฉันทราบว่าปีนี้มีส่างลองอยู่ 59 องค์ คนและมีจางลอง 6 องค์(จางเป็นคำไทยใหญ่ซึ่งหมายถึงพระภิกษุสงฆ์) ในงานจะจัดซุ้มส่างลองและจางลองเรียงติดๆกัน แต่ละซุ้มตกแต่งประดับประดาอย่างเต็มที่ แม้ก่อนหน้าที่ฉันไปถึงจะมีพายุฝนตกกระหน่ำไฟดับไปนาน แต่ทั่วทั้งงานก็ยังพบผู้คนมากมายแต่งกายสวยงามในชุดไทยใหญ่ รอบๆตัวฉันมีแต่คนพูดภาษาไทยใหญ่ ซึ่งหลายคำก็ฟังกันรู้เรื่อง แต่ถ้าฟังไม่ออกต้องการคำแปลคนที่พูดกับเราก็สามารถแปลให้ฟังได้ และในงานตั้งเวทีไว้สามเวที มีทั้งการแสดงพื้นบ้าน ดนตรีแนวเพื่อชีวิตยอดฮิตไทยใหญ่สั่งตรงมาจากรัฐฉาน และลิเกไทยใหญ่ แถวซุ้มของส่างลองมีคนแวะเวียนมาทำบุญ จิบน้ำชา กินข้าว กินขนม กินของว่างที่ทางเจ้าภาพจัดให้ไม่อั้น แต่ถึงกระนั้นข้าวซอยสไตล์ไทยใหญ่ที่มีขายอยู่ในงานก็ยังมีแขกไปอุดหนุนแม้ ในยามล่วงเลยเกือบเที่ยงคืน


ฉันอดถามตัวเองไม่ได้ว่า ปัจจุบันนี้มีคนไทยใหญ่ที่ไหนบ้างนะที่จะมีโอกาสจัดงานปอยส่างลองได้ยิ่ง ใหญ่อย่างที่ได้จัดที่เปียงหลวง ขอบคุณแผ่นดินไทยที่ยังให้โอกาสแก่คนไทยใหญ่ ส่วนในรัฐฉาน ถิ่นกำเนิดของไทยใหญ่แท้ๆน่ะหรือไม่ต้องพูดถึง อะไรเป็นอะไรก็พอจะรู้ได้จากข่าวคราวผ่านสื่อต่างๆ และจากคำบอกเล่าจากแม่บ้านชาวพม่าของเพื่อนคนหนึ่งซึ่งขมขื่นกับรัฐบาลของ ตัวเองอย่างสาหัส นับประสา อะไรกับชนชาติอื่นที่พม่าไปยึดแผ่นดินเขามา


ฝน ปรอยมาเป็นช่วงๆ ฉันเห็นแม่เฒ่า จูงหลานสาวตัวน้อยจากเวทีหนึ่งสู่อีกเวทีหนึ่ง น้ำตาฉันซึมออกมา ฉันรู้สึกถึงคุณค่าของการมีแผ่นดินอยู่ แผ่นดินที่เราสามารถสืบสานสิ่งที่เรายึดมั่นศรัทธา ดังที่ ปรากฏให้เห็นเป็นเทศกาลปอยส่างลองคนทั้งเปียงหลวงจึงมารวมกันอยู่ที่นี่



กระบวนการฝังโปรแกรมแห่งพุทธะสู่สายเลือดไทยใหญ่


ใน วันที่ 25 เมษายน เทศกาลดำเนินต่อเนื่องมาถึงวันที่ห้าซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการจัดงาน ตอนเช้าจะมีการแห่ส่างลองและจางลองไปทำบุญ ส่วนตอนบ่ายจะมีการแห่จางลองไปทำพิธีบรรพชาเป็นสามเณรที่วัด ก่อนหน้านี้ฉันรู้จาก "อู"ว่า มีพิธีกรรมต่างๆมากมายนับแต่วันเริ่มงาน ตั้งแต่พิธีโกนผม ซึ่งต้องอาบน้ำชำระร่างกาย ด้วยน้ำหอม น้ำอบ น้ำฝักส้มป่อย น้ำไม้จันทน์หอม น้ำเงินน้ำทอง แล้วรับสมาทาน ศีลห้า มีขบวนแห่ไปไหว้ศาลบรรพบุรุษ หลังจากนั้นก็จะมีพิธีรับประทานอาหารโอชารส 12 อย่างแล้วแต่พ่อแม่จะป้อนให้ใน 7 คำแรกเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ส่างลอง ส่วนกิจกรรมในแต่ละวันจะมีขบวนแห่ไปตามวัด แห่ไปทั่วทุกถนนในชุมชน ขบวนแห่ อันอลังการนี้ทั้งญาติๆ ของส่างลอง จางลองและคนในชุมชนจะพร้อมใจกันมาร่วมขบวนอย่างถ้วนหน้า สำหรับคนที่ไม่สวมชุดไทยใหญ่จะไม่ได้รับการอนุญาตให้ร่วมขบวนเด็ดขาด แม้แต่คนที่ถ่ายรูปเพื่อความบันเทิงตามแบบฉบับของนักท่องเที่ยวก็ยังถูกขอ ร้องให้ออกจากงานเพราะไม่ได้แต่งชุดไทยใหญ่


ฉันได้เตรียมชุด ไทยใหญ่สวยงามไปด้วยจึงได้ร่วมงานแห่ในวันนี้  ส่างลองส่วนใหญ่จะขี่คอคน จางลองส่วนใหญ่จะขี่ม้า บางคนก็มีแคร่หาม(คงหาคนให้ขี่คอได้ยากแล้วกระมัง) แต่ก็มีอยู่คนหนึ่งที่ยังสามารถขี่คอคนไปวัดได้ด้วย ฉันก็เช่นเดียวกับคนต่างถิ่นคนอื่นๆ ที่ดูเหมือนจะไม่ได้ชอบตามขบวนของจางลอง(เพราะเลยวัยน่ารักไปแล้ว) พวกเราจึงเฝ้าติดตามทุกอิริยาบถของส่างลอง ที่แต่งองค์ทรงเครื่องราวกับเจ้าชายในตำนาน ด้วยวัยเยาว์ที่ยังเบิกบาน สนุกสนานรื่นเริง ด้วยวัยที่เปิดรับมวลมิตร ฉันเห็นการฟ้อนรำสนุกสนาน หยอกเย้ากันตามประสาคนในวัยนี้ แต่เมื่อไปที่วัดแทบไม่น่าเชื่อว่าเจ้าชายที่สดใสสนุกสนานเมื่อสักครู่จะ นั่งพับเพียบเรียบร้อย ไหว้กราบได้อย่างสวยงาม สวดมนต์ได้อย่างพร้อมเพรียง และเมื่ออยู่ในชุดของสามเณรแล้วก็สามารถครองผ้าในพิธีได้ถูกต้อง ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า ใครหนอเป็นผู้ฝึกฝน เหลียวไปข้างๆฉันเห็นเด็กตัวน้อยอายุสองขวบต้นๆ นั่งพนมมือฟังพระสวดอย่างตั้งใจ ถัดไปก็มีแม่เฒ่านั่งพนมมือพร้อมกับมีพานดอกไม้วางอยู่เบื้องหน้า


เมื่อ ส่างลอง จางลองเสร็จพิธีทำบุญหน้าพระประธานองค์ใหญ่ในศาลาแล้ว พื้นที่หน้าพระประธานจึงว่างลง ฉันเดินไปตั้งใจกราบท่าน พระพุทธรูปองค์เดิมที่ฉันได้เคยมากราบไหว้เมื่อสองปีที่แล้ว ตอนนั้นเป็นหน้าหนาวองค์ของท่านถูกห่อคลุมด้วยผ้าจีวรถึงพระศอ แต่ในวันนี้ไม่มีจีวรผืนนั้นอยู่แล้ว(คงกลัวท่านร้อน) หากสิ่งที่หยุดฉันไว้อีกครั้งก็คือ ภาพเด็กน้อยชายหญิงสองคนคลานเข้าไปด้านหน้าขององค์ท่าน พระประธานเพื่อให้พ่อแม่ถ่ายรูป ฉันลืมการคลานเข่าไปนานแล้ว การคลานเข่าคือการแสดงความเคารพต่อผู้ที่เราจะเข้าไปหา เข่าน้อยๆคลานช้าๆอย่างมีสติ จากนั้นนั่งลงยิ้มแป้นอยู่ด้านหน้าองค์พระประธาน ซึ่งฉันรู้สึกว่าวันนี้ท่านยิ้มมากกว่าวันแรกที่ฉันเห็น และฉันก็ได้คลานเข่าแบบเด็กน้อยชายหญิงอีกครั้ง ทั้งที่ลืมไปแล้วว่าตัวเองได้ทำกิริยาเช่นนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อใด


ใน วัยเกือบห้าสิบปี จนถึงทุกวันนี้เวลาไปที่ไหนๆ ฉันมักมองหาขนมรังผึ้งที่แม่มักจะซื้อจากตลาดกลับไปให้กินเมื่อแม่มาตลาดใน สมัยที่ฉันเป็นเด็กๆ แม้ปัจจุบันจะไม่มีขนมรังผึ้งที่แป้งนุ่มๆหอมๆหวานมันเหมือนอย่างที่เคยกิน ในวันวาน แต่ฉันก็ยังซื้อขนมรังผึ้งทุกครั้งที่เจอ ขนมรังผึ้งคือสิ่งที่ฝังใจของฉันอย่างยากจะแกะออกได้ เช่นเดียวกับเมื่อฉันเห็นภาพส่างลองหรือแม้แต่ในยามได้เป็นลอง(สามเณร) แล้วอยู่ในกิริยาสงบเสงี่ยม(ได้ในบางครั้ง) และเห็นเจ้าเด็กน้อยที่ได้มาร่วมงานทำตามผู้ใหญ่พนมมือฟังพระเทศน์ แม้ไม่ได้รู้อะไรลึกซึ้งมากนัก ฉันก็มั่นใจว่าชิป(Chip)แห่งพุทธะได้ถูกฝังลงแล้วในจิตใจของเด็กไทยใหญ่ เพื่อรอวันที่จะพัฒนางอกงามตามวัยและประสบการณ์ที่จะพบเจอในวันข้างหน้า จนถึงได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ตามความเชื่อถือของพุทธะที่ฝังลึกมากับชาติพันธุ์ไทยใหญ่ นั่นทำให้ฉันเชื่อมั่นว่าเมื่อเด็กๆ ตรงหน้าโตขึ้น วันเวลาและความทรงจำถึงงานปอยส่างลองสำหรับพวกเขาแล้วคงเสมือนขนมรังผึ้งของ ฝากจากความรักของแม่ที่ยังฝังลึกอยู่ในใจของฉันยาวนานมาหลายสิบปีเท่าอายุ ตัวเองมาจนบัดนี้


     
วันที่เด็กๆเป็นเจ้าชาย วันที่ผู้ใหญ่ลดอัตตา


ใน วันเวลาของวัยเด็ก พวกเรามักจะถูกใช้ให้ทำโน่นทำนี่ตามคำสั่งของผู้ใหญ่ ทั้งที่เราอยากวิ่งเล่นกับเพื่อนใจจะขาด หรือบางทีก็อยากได้โน่นได้นี่ตามประสาเด็ก แต่พ่อแม่ก็ไม่ให้เราสักที ประเพณีปอยส่างลองคงเข้าใจความรู้สึกของเด็กๆ ดี ในขณะที่จะส่งเด็กเข้าไปอยู่ในวัตรปฏิบัติอันเคร่งครัดของการเป็นสามเณร จึงต้องมีการ "แลกเปลี่ยน" ก่อนที่จะเปลี่ยนสภาวะชีวิตนี้ไว้ด้วย โดยก่อนหน้าพิธีอุปสมบท ก็ได้มีพิธีกรรมของการเปลี่ยนสภาวะจากเด็กธรรมดาไปเป็นเจ้าชาย เพื่อจะกลายเป็นส่างลองอย่างสมบูรณ์ ในวาระนั้นเด็กๆ ไม่ต้องถูกเรียกใช้ ไม้ต้องสัมผัสพื้นดิน ไปไหนมาไหนก็มีคนให้ขี่คอ อยากได้อะไรถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงพ่อแม่ก็จะจัดให้ ทำให้ฉันได้เห็นรถวิทยุบังคับวิ่งเพ่นพ่านอยู่สองสามคันในช่วงงานพิธี


การ เปลี่ยนจากเด็กเป็นเจ้าชายทำให้เกิดงานสร้างสรรค์นวัตกรรมทางศิลปะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นซุ้มที่ส่างลองจะอยู่ระหว่างห้าวันของพิธีการ แม้จะเป็นซุ้มชั่วคราวก็ตาม แต่ได้มีการประดับประดาตกแต่งสวยงาม แต่ละซุ้มไม่เหมือนกันแล้วแต่ใครจะนำอะไรมาตกแต่ง มีทั้งฉัตรทอง(ลักษณะเป็นร่ม)ที่เรียงร้อยห้อยสิ่งประดับตกแต่งมากมาย ส่วนม้าทรงและแคร่หามก็ล้วนแต่ได้รับการประดับตกแต่งอย่างประณีต ที่อลังการสุดๆ เห็นจะเป็นเครื่องทรงของส่างลอง ซึ่งไม่ซ้ำกัน ตลอดห้าวันต้องมีห้าชุด ฉันรู้ว่าก่อนหน้าจัดงานพิธีนี้ นวล เพื่อนสาวไทยใหญ่ต้องทุ่มเทเวลาไปกับการเย็บปักถักร้อยเครื่องทรงให้ลูกชาย ที่จะบวชเป็นส่างลองยาวนานมากกว่าสามเดือน นวลทำเองหมดทั้งผ้ามัดเอว ผ้าพันหัว มงกุฎ สร้อยสังวาล ทับทรวง ล้วนวิจิตรพิสดาร งดงามยิ่ง นอกจากนี้ในขบวนแห่ ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายขบวน ดังเช่นขบวนเครื่องบรรพชาซึ่งประกอบด้วย ขบวนเครื่องอัฏฐบริขาร  ขบวนดอกไม้ ขบวนธงทิว ล้วนงามวิจิตรเกินกว่าที่คิดว่าจะได้เห็นในตำบลเล็กๆ ชายขอบประเทศไทย ที่ทุกวันนี้ยังมีของโหลหรือของสำเร็จรูปขายกันเต็มตลาดอยู่เหมือนพื้นที่ อื่น


เมื่อฉันนำเงินไปร่วมทำบุญกับเจ้าภาพซึ่งคืออูและนวล นวลบอกว่าเงินที่พวกเราทำบุญด้วยจะเป็นของส่างลอง และให้เราไปทำบุญกับส่างลองโดยตรง ฉันและเพื่อนจึงได้ไปถวายปัจจัยให้กับส่างลองซึ่งต้องทำด้วยความเคารพ เด็กชายอั๋นที่เคยวิ่งเล่นให้ฉันเห็นอยู่ได้เปลี่ยนสถานะเป็นส่างลอง และเราจะต้องเคารพยกย่องส่าง ลองเสมือนหน่อเนื้อพญาเจ้าเมือง ส่วนส่างลองก็สวดมนต์ให้ศีลให้พรแก่ผู้ทำบุญด้วยกิริยาอันน่าเลื่อมใสศรัทธา นั่นทำให้ผู้ใหญ่อายุใกล้ 50 อย่างฉันสามารถก้มลงกราบส่างลองได้อย่างเต็มใจเมื่อรับพรแล้ว



สายสัมพันธ์ของญาติพี่น้อง เชื่อมความสัมพันธ์ชุมชน และหนุ่มสาว


การ กลับมาเปียงหลวงในครั้งนี้ ฉันไม่ได้นอนพักที่บ้านเดิมซึ่งเป็นบ้านของแม่อู อูและนวลจัดที่พักให้ตรงโรงนอนเล็กๆ ข้างบ่อปลา ซึ่งพักแยกจากแขกคนอื่นๆ แต่ก็นับว่าหรูเมื่อเทียบกับแขกคนอื่นที่ต้องนอนแออัดยัดเยียดตามบ้านต่างๆ ทั้งที่บ้านของพ่อแม่ของอูกับนวลหรือแม้แต่บ้านพี่สาวของนวลก็ไม่เว้น แขกที่มาร่วมงานมีทั้งญาติๆที่ไปทำงานตามที่ต่างๆ พวกเขาลางานมาช่วยงานนี้เป็นอาทิตย์ๆ (ใครที่มีคนไทยใหญ่ทำงานด้วยคงเข้าใจได้แล้วว่าประเพณีปอยส่างลองมีความหมาย กับเขาจริงๆ) และยังมีเพื่อนๆ ของเจ้าภาพที่มาร่วมงานคับคั่ง เล่ากันว่าบางคนไม่มีที่นอนเพราะทุกพื้นที่ว่างของบ้านถูกยึดครองหมด เขาจึงแก้ปัญหาด้วยการตั้งวงคุยกัน(อาจจะมีเครื่องดื่มบ้าง) และหาวิธีได้ที่นอนด้วยการไปสะกิดคนนอนหลับอยู่ บอกว่ามีคนมาหา พอคนที่นอนอยู่สะลึมสะลือลุกออกไป คนที่สะกิดก็จะลงไปนอนแทนที่ทันที


งาน นี้ยังเป็นประเพณีที่ระดมพลังของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง คุณยายเพื่อนๆ ของแม่อูได้มารวมตัวกันผลัดกันทำกับข้าว(อร่อยมาก)เลี้ยงแขกทั้ง 24 ชั่วโมง ตลอด 5 วัน 5 คืน อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ฉันไปถามคุณยายว่าเหนื่อยกันบ้างหรือเปล่า คำตอบที่ได้มาคือ "ไม่เหนื่อย ดีใจ ได้บวชหลาน" พร้อมกับรอยยิ้มสว่างไสวอันช่วยยืนยันว่าคนเฒ่าต่างมีความสุขจริงๆ ในงานก็พบแต่การร่วมด้วยช่วยกัน ทั้งที่ต้องผจญความไม่สะดวกรอบตัว ทั้งสภาพมีพายุฝน ไฟดับ ตอนเริ่มตั้งขบวนแห่ แต่คนมาช่วยงานก็เหมือนทีมฟุตบอลที่เล่นกันเป็นทีม ทำให้เกิดริ้วขบวนที่แสนจะสวยงาม นับเป็นวันที่รวมคนทั้งชุมชนทั้งคนในพื้นที่และลูกหลานจากไปไกลให้กลับมา ร่วมกันเดิน เดินกันเอง ชมกันเอง มีความสุขกันเอง อิ่มบุญกันเองถ้วนหน้า


ฉัน ยังได้เห็นหนุ่มสาวแต่งชุดไทยใหญ่มาอยู่ประจำซุ้มส่างลองตลอดเวลา ชายหนุ่มจะถูกเรียกว่าพ่อส้าน ทำหน้าที่พาส่างลองไปอาบน้ำเข้าห้องน้ำ และให้ขี่คอไปไหนมาไหน ส่วนหญิงสาวก็จะถูกเรียกว่าแม่ส้าน ทำหน้าที่คอยดูแลแต่งตัว แต่งหน้า หาอาหารให้ส่างลอง โดยพ่อแม่จริงของส่างลองจะทำพิธีมอบส่างลองให้พ่อส้านแม่ส้านดูแลเสมือนพ่อ แม่ระหว่างการอยู่ในสถานะส่างลอง ในฐานะนักมานุษยวิทยา ฉันก็พอจะตีความได้ว่า ประเพณีนี้น่าจะมีบทบาทหน้าที่ในการหาเวทีให้หนุ่มสาวได้มาพบกัน และเป็นการเตรียมพร้อมฝึกฝนความรับผิดชอบในการมีครอบครัวและดูแลลูก พอฉันเล่าสิ่งที่ฉันคิดให้กับนวลฟัง นวลสนับสนุนสิ่งที่ฉันคิดทันที พร้อมบอกว่า "ของนวลก็มีคู่หนึ่ง"

สืบสานวัฒนธรรม อาหาร เสื้อผ้าและจิตวิญญาณ


ฉัน นั่งชมงานดูโน่นดูนี่ด้วยความรื่นรมย์ ด้วยความที่ชอบชุดไทยใหญ่(ซึ่งตอนนี้ฉันเองก็มีอยู่หลายชุด แม้บางคนจะบอกว่า เวลาที่ฉันใส่แล้วมันทำให้พวกเขาคิดถึงข้าวต้มมัด แต่ฉันก็ยังชอบอยู่ดี) ฉันชอบกิริยาอาการของคนตรงหน้าที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันและเสียงหัวเราะ  ชมงานไป กินไป และเมื่อฉันหยิบขนมขบเคี้ยวชิ้นหนึ่งขึ้นมากิน ซึ่งหน้าตาเหมือนข้าวแต๋นที่เคยกินแต่รสชาติไม่คล้ายเท่าใดนัก จึงถามแม่ของนวลดูว่ามันคืออะไร แม่บอกว่า "ข้าวแต๋น" เช่นกัน และฉันยังได้รู้ว่าข้าวแต๋นของไทยใหญ่ที่กำลังกินอยู่นี้ ทำยากเย็นยิ่งนัก ในคนไทยใหญ่ร้อยคนจะมีสักสองคนที่ทำเป็น โดยจะนำข้าวเปลือกไปแช่น้ำทิ้งไว้ แล้วนำขึ้นมาใส่ตะแกรงพักให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นนำไปนึ่ง แล้วเอาไปตากให้แห้งพอดีๆ ก่อนจะเอาไปคั่วทราย จากนั้นตำเอาเปลือกออก แล้วถึงนำมาคลุกน้ำอ้อย แค่เห็นวิธีทำฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมคนไทยใหญ่ช่างทำอะไรกินยากเย็นจัง แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าปัจจุบันได้มีกระบวนการ "โอไรซิเนชั่น" ให้กับข้าวเพื่อทำให้ข้าวเปลือกพร้อมเต็มที่ที่จะงอกโดยนำไปแช่น้ำแล้วนำไป ให้ความร้อนเพื่อหยุดกระบวนการงอก ซึ่งพบว่าทำให้สาร "กาบา(GABA)"เพิ่มขึ้น สารกาบาเป็นสารชีวเคมีที่มีบทบาทสำคัญในการส่งสัญญาณประสาทให้สมดุลเป็นปกติ ทำให้คลายความวิตกกังวล คลายเครียด นอกเหนือไปจากวิตามิน เกลือแร่ อันเป็นสารอาหารอันมากมายร่ำรวยที่มีอยู่เดิมแล้วในข้าวกล้องทั่วไป ได้เข้าใจชัดๆ ตรงนี้ ยิ่งทำให้เห็นถึงกระบวนการทำข้าวแต๋นนี้ว่าลึกซึ้งและแสนจะ "ฉลาดจริงนะคนไทยใหญ่"


นอกจากการได้ชิมข้าวแต๋นแล้วยังมีอาหาร ว่างเป็นออเดิฟธัญพืชไสตล์ไทยใหญ่ ซึ่งมีถั่วหลายๆ แบบอยู่รอบๆ มีขิงดองและมีเมี่ยง(ชา)อยู่ตรงกลาง นวลบอกว่าการปลูกเมี่ยงเป็นความชำนาญอย่างยิ่งของคนไทยใหญ่ แต่ว่ารสชาติของเมี่ยงอันไม่อาจเคยชินได้ง่ายๆ ทำให้การคิดจะศึกษาความชำนาญด้านเมี่ยงของไทยใหญ่ ถือเป็นรายการท้ายๆที่ฉันอยากทำ


    
สายธารความเป็นไทยใหญ่มิใช่เพียงพิธีกรรม


ฉัน ได้มีโอกาสคุยกับ"เฮือน" พี่สาวของนวล ถึงภาพทั่วๆไปของงานพิธีนี้ เฮือนเล่าว่า ปีนี้คนกลับมากันน้อย ด้วยเหคุผลด้านเศรษฐกิจ เพราะปีนี้คนเปียงหลวงต้องเทียวขึ้นล่องหลายรอบเพื่อติดต่อเรื่องบัตร ประชาชน เงินทองก็ร่อยหรอ ทำให้บางคนไม่สามารถกลับมาได้  เฮือนยังเล่าต่อว่าข้าวของแพงขึ้นมาก คนที่จัดงานต้องแบกรับเกือบทั้งหมด ทางจังหวัดก็อยากให้จัดต่อเนื่องเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว (แต่มีงบประมาณมาช่วยน้อยมาก) ซึ่งจริงๆ แล้วนักท่องเที่ยวก็มาไม่มากนัก มีแต่คนในชุมชนเป็นส่วนใหญ่ ที่มาร่วมงาน ฉันนึกในใจว่า ก็ดีแล้วเพราะพิธีนี้คือหัวใจของชุมชน รวมเอาศรัทธาและสายสัมพันธ์ของทั้งคนจัดงานและผู้มาร่วมงานไว้อย่างแนบแน่น ไม่ใช่การจัดฉากเพื่อให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูป


ฉันคิดต่อไปว่า แล้วงานอย่างนี้จะมีต่อไปได้ไหมหนอในสภาวะเศรษฐกิจข้างหน้า เพราะค่าใช้จ่ายสูงมากๆ ของการก่อสร้างซุ้ม การเลี้ยงดูทั้งวันทั้งคืน การตั้งเวทีการแสดงต่างๆ  จะทำให้คนไทยใหญ่เปียงหลวงสามารถรักษาประเพณีนี้ต่อได้อย่างไร ในขณะที่ความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินที่อยู่อาศัยในปัจจุบันไม่ได้ร่ำรวย สมบูรณ์เหมือนดังผืนดินรัฐฉานของพวกเขาที่เคยอยู่อาศัยในอดีต แต่เมื่อฉันได้เห็น "ส่างลอง" ขี่คอพ่อ ซึ่งพากันแห่ไปรอบศาลา แววตาของพ่อเปี่ยมไปด้วยความตื้นตัน สายตาของพ่อที่สื่อสารกับลูกชายซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นเณรน้อยเหมือนกับที่ พ่อเคยได้เป็น นั่นก็ทำให้ฉันเชื่อมั่นว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะจัดงานพิธีได้ยาวนานกี่วันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ


เพราะสิ่งสำคัญอยู่ตรงที่งาน "ปอยส่างลอง" ได้รวบรวมสายธารของความเป็นไทยใหญ่มิใช่เพียงพิธีกรรม

Posted on 4 October 2008 at 8:32 by คนเดินทาง
<a href="http://img.ihere.org" target="_blank"><img alt="Image Hosted by !!!###$$$ 1h3R3 1m@g3H0st $$$###!!!" src="http://img.ihere.org/uploads/1706ec83b2.jpg" /></a>

Last Page | Page 8 of 17 | Next Page

Friends

- demo



Power By : BlogKa.com - Free Blog Hosting